ราวกับกลุ่มเมฆดำถาโถมคลี่คลุมท้องฟั้าอย่างเฉียบพลัน แผ่ซ่านสภาวะกดดันจนแทบหายใจไม่ออก พวกมันเข้าประชิดเกาะแมกไม้รกร้างในระยะยี่สิบลี้โดยปราศจากสุ้มเสียง“อสูร…อสูรปิศาจ…”ไม่ทราบว่าผู้ใดเค้นถ้อยคำอันสั่นพร่านี้ออกมา มันราวกับประกายไฟหล่นลงไปในโถน้ำมัน เกาะแมกไม้รกร้างที่เงียบเสมือนตาย ทันใดนั้นแตกระเบิดขึ้น“อสูรปิศาจ…” ฉุนอวี๋เฉิงแข้งขาอ่วนยวบ ทรุดแปะลงกับพื้นกงซุนชาในดวงตามีแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ในไม่ช้า ความหวาดกลัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความกระหายใคร่รู้คนเหล่านี้คืออสูรปิศาจหรือ?ไม่ใช่แค่มันที่มีความคิดเช่นนี้ อันที่จริง หลายคนบนเกาะแมกไม้รกร้างก็ผุดความคิดนี้ขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจนอกจากผิวสีเขียวเข้มที่ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง กลุ่มอสูรปิศาจบนท้องฟั้าก็คล้ายไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากเหล่าซิวเจ่อ บนศีรษะของพวกมันมีชิ้นผลึกฝังอยู่บนหน้าผากผลึกเหล่านั้นทั้งหลากสีสันและหลายรูปทรง แตกต่างกันไปหมด พวกมันส่วนใหญ่รูปร่างโปร่งบางสะโอดสะอง ทั้งบุรุษสตรีล้วนหล่อเหลางดงามผิดธรรมดา“นี่คืออสูรปิศาจหรือ? ไร้ที่ติจริงๆ!” กงซุนชาจุ๊ปาก พลางเกาคาง”โอ้ แทบจะหล่อเหลาเทียบเท่าข้าทีเดียว นั่นไม่ค่อยดีเท่าไร”อย่างไรก็ตาม มันกลายเป็นพูดไม่ออกอย่างกะทันหันเห็นอสูรปิศาจบนท้องฟั้า ก้าวรุดหน้าเข้ามาสามลี้อย่างรวดเร็วทุกผู้คนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อผู้คนเพิ่งค้นพบว่าเหล่าอสูรปิศาจผิวเขียวเข้มบนฟากฟั้า ขณะที่เคลื่อนที่ยัง