อนนี้เป็นผู้คนที่ทางหอการค้าจัดส่งมาให้ ลำพังตัวมันเอง เคยทดลองพยายามว่าจ้างชนชั้นหนิงม่ายหลายครั้งหลายหนแล้ว แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้งสายตามันจ้องมองสามองครักษ์เกราะทองเขม็งกระบี่บินที่สามองครักษ์เกราะทองถืออยู่ในมือ เกราะปราณทองคำที่ห่อหุ้มทั้งร่างของพวกมัน ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สินค้าธรรมดาทั่วไป!“ราคาอุดหนุนของพวกท่าน หนึ่งคนหนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม” บุรุษหนุ่มเตือนความจำ สุ้มเสียงของมันไม่ห้าวใหญ่ ฟังดูสดชื่นแจ่มใสเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิหงหยางค่อยได้สติ รีบหยิบจิงสือที่มันตระเตรียมเอาไว้ ออกมายื่นส่งให้ พลางถามอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ทราบน้องชายท่านนี้มีคำเรียกหาว่ากระไร?”“ท่านอาสามารถเรียกข้าว่ากงซุนชา” กงซุนชาตอบยิ้มๆ มือก็รับจิงสืออย่างรวดเร็วในใจลอบคำนวณรายได้ของวันนี้ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขวางกว่าเดิม“อ้อ ที่แท้เป็นน้องชายกงซุน เสียคารวะแล้ว!” หงหยางประสานมือคำนับ แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ไม่ทราบน้องชายเป็นคนของสำนักใด? ข้าเคยเดินทางผ่านเกาะแมกไม้รกร้างหลายครั้งหลายหน ไม่เคยเห็นเกาะมั่งคั่งรุ่งเรืองถึงเพียงนี้มาก่อน สำนักของเจ้าช่างมีฝีมืออย่างแท้จริง!”กงซุนชาแย้มยิ้มอ่อนโยน “พวกเราเป็นเพียงเซียนสัญจร ไม่มีสำนัก ไม่สังกัดค่ายพรรค เป็นที่น่าหัวร่อของท่านอาแล้ว”เซียนสัญจร? หงหยางแทบกระอักเลือด ล้อกันเล่นหรือไร? เซียนสัญจรของอาณาจักรนภาจันทร์จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไรเล