งเรื่องนี้ขึ้นมา ทันใดนั้นจั่วม่อฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่ง อดถามอย่างอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “ศิษย์พี่ วันนั้นข้าคล้ายเห็นสตรีผู้หนึ่งอยู่ข้างหน้าท่าน นางเป็นผู้ใดกัน?”หลัวหลีคล้ายเขินอายเล็กน้อย อ้ำๆ อึ้งๆ ว่า “นั่นเป็นวิญญาณกระบี่ของข้า”“ที่แท้ศิษย์น้องเดินไปในมรรคาสำแดงวิญญาณ” เหวยเสิ้งตระหนักทันที แต่เห็นจั่วม่อดูงงงวย ค่อยนึกขึ้นได้ว่าเจ้าผู้นี้ไม่ได้ร่ำเรียนมาตามแนวทางที่ควรจะเป็น จึงอธิบายอย่างจริงจัง “มรรคาแห่งกระบี่มีมากมายนับไม่ถ้วน ในบรรดาทั้งหมด มีวิถีทางอันแปลกพิสดารไม่น้อย วิญญาณกระบี่ก็เป็นหนึ่งในมรรคาเหล่านั้น มุ่งเน้นหล่อเลี้ยงเจตจำนงกระบี่ ก่อเกิดรูปกาย กลายเป็นจิตวิญญาณกระบี่ เพียงแต่…”มันหยุดชะงักกลางคัน อดหันไปเขม้นมองหลัวหลีหลายครั้งหลายหนไม่ได้ “นึกไม่ถึง ศิษย์น้องหลัวมีอารมณ์ความรู้สึกละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้” เห็นจั่วม่อยังคงงุนงง มันอธิบายอย่างยิ้มแย้ม “ผู้คนที่ฝึกปรือจิตวิญญาณกระบี่ ส่วนมากมีอารมณ์ความรู้สึกละเอียดอ่อน เป็นบุคคลที่รักกระบี่ อาศัยอารมณ์ความรู้สึกเข้าสู่มรรคากระบี่ เมื่อวิญญาณกระบี่เริ่มก่อตัว ยังจำเป็นต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกนำทางให้วิญญาณกระบี่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา”จั่วม่อในที่สุดค่อยเข้าใจ ว่าหลัวหลีไฉนหน้าแดงอย่างฉับพลัน“สำนักเราเป็นสำนักกระบี่ ศิษย์น้องอย่าได้ละเลยเคล็ดวิชากระบี่ไป” เหวยเสิ้งเตือนจั่วม่อ“อ้อ อ้อ อ้อ” จั่วม่อรับคำอย่างไม่ค่