ซู่ขยับเข้าไปใกล้หลัวหลีอย่างกะทันหัน หลัวหลีลอบระวังปั้องกันเงียบๆ“เจ้าเป็นศิษย์พี่ของจั่วม่อใช่หรือไม่?” ซู่ตัดสินใจลงมือด้วยตัวเอง จนกระทั่งถึงตอนนี้ ผีดิบข้าวต้มยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อนางแม้แต่น้อย เจ้าผีดิบข้าวต้มอาจไม่สนใจเรื่องชัยชนะ แต่นางไม่อาจไม่สนใจ“อืม” หลัวหลีทำเสียงแปลกใจเล็กๆ“แยกย้ายรับมือคนละคน” ซู่กล่าวเร็วรี่ “ข้ารับมือกุ่ยฟงเอง”หลัวหลียิ่งคาดไม่ถึงกว่าเดิม นางเป็นสหายของจั่วม่อหรือ? เป็นเรื่องจริงหรือไม่?สมองมันหมุนเร็วรี่ ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียในชั่วอึดใจมันในใจยังคงระวังปั้องกัน แต่ปากกล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “ประเสริฐ ข้าเลือกคนหน้าเหลืองผู้นั้น” แม้ว่ามันไม่อาจแยกแยะความจริงใจ แต่ไม่ว่ามองจากมุมใด นี่สมควรไม่เป็นอันตรายต่อมันทั้งคู่ดีดร่างแยกออกไปคนละทางอีกสามคนย่อมได้ยินคำสนทนาระหว่างพวกมันอย่างชัดเจนฉางเหิงไม่สะทกสะท้าน คนหน้าเหลืองแย้มยิ้ม กุ่ยฟงหายวับไปจากจุดที่มันยืนทุกผู้คนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ละคนแยกย้ายหาสถานที่ที่จะต่อสู้อันเหมาะสม มีแต่ฉางเหิงถูกทิ้งไว้ที่เดิม เงยหน้ามองไปยังกลุ่มวงแหวนแสงบนท้องฟั้า จมลงไปในห้วงภวังค์ความคิดจั่วม่อไม่แยแสสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในค่ายกล หลังจากตกลงใจแล้ว มันก็ไม่หวั่นไหวอีกอาการบาดเจ็บทางกายส่งผลกระทบต่อมันอย่างมาก แต่เมื่อโคจรพลังปราณอาการบาดเจ็บก็ทุเลาลงเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่มันเริ่มฝึกปรือเคล็ดบำเพ็ญสูดป