างอากาศ และมองจันทร์เสี้ยวที่แขวนสูงขึ้นไป ดูท่าทางหวั่นไหวใจอยู่บ้าง จากนั้นรั้งสายตากลับมา เพราะมันสังเกตเห็น ในระยะห่างออกไปเล็กน้อย จงหมิงเอี้ยนกำลังมองมันอยู่ สายตาสองคู่ประสานกันกลางอากาศ ราวกับกระบี่คมกล้าสองเล่มปะทะกันบนเวหา ประกายไฟแลบพุ่ง!บุรุษหนุ่มยอดฝีมือที่ดื้อรั้นถือดีสองคน ลอบประเมินซึงกันและกัน“สู้หรือไม่?” จงหมิงเอี้ยนเอ่ยปากอย่างเย็นชา สายตาเต็มไปด้วยความท้าทาย“ไม่สนใจ!” ฉางเหิงเพียงเหลือบมองจงหมิงเอี้ยนแวบเดียว จากนั้นรั้งสายตามองขึ้นไปบนท้องฟั้า ดูเหมือนว่าสำหรับมัน กลุ่มวงแหวนแสงที่เริงร่าอยู่กลางเวหาเหล่านั้นยังน่าสนใจกว่าจงหมิงเอี้ยนเสียอีกจงหมิงเอี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ท้าทายอีก กล่าวถึงความดุร้ายอำมหิต ในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดเกินฉางเหิง ผู้เข้าประลองทุกคน เมื่อเผชิญหน้ากับคนดุร้ายนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็อดครั่นคร้ามอยู่บ้างไม่ได้ จงหมิงเอี้ยนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นจงหมิงเอี้ยนสีหน้าเปลี่ยนจากเขียวคล้ำกลับเป็นปกติ กล่าวเบาๆ “เช่นนั้นไฉนเราไม่ลองเดิมพันดู ว่าผู้ใดจะทำลายค่ายกลได้ก่อน?”ฉางเหิงยังคงแหงนหน้าอยู่ตามเดิม ไม่ได้เหลือบมองจงหมิงเอี้ยนแม้แต่แวบเดียวกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “อ้อ ข้าเกรงว่าเจ้าไม่สามารถทำลายมัน”หากจงหมิงเอี้ยนยังไม่ทราบว่าฉางเหิงดูถูกมัน มันก็นับว่าโง่งมเต็มทีแล้ว สีหน้ามันดูน่าเกลียดยิ่ง แค่นเสียงอย่างเย็นชา “เจ้าอาจปร