่องผ่านค่ายกลอย่างอยากรู้อยากเห็น เช่นเดียวกันกับบุรุษหน้าเหลืองกุ่ยฟงท่าร่างของมันยากติดตามที่สุด เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ลี้ลับสุดคาดเดามีเพียงหนานเหมินหยางที่ยังคงกู่คำรามกึกก้อง กระบี่ยักษ์ฟาดฟันเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ จู่โจมใส่วงแหวนแสงเหล่านั้นอย่างไม่คิดรามือ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้มัน ดูลักษณะอันดุร้าย รวมกับสีหน้าท่าทีบ้าคลั่งของมัน ไม่ว่าผู้ใดเผลอเข้าไปใกล้ เกรงว่าไม่แคล้วถูกกระบี่ยอดบุรุษของมันสับฟัน เช่นเดียวกันกับวงแหวนแสงเหล่านั้นหวีปั๋ายประหนึ่งสายลมดุดันกระโชกแรง ใบหน้าดำคล้ำ ไล่ล่าค้นหาหนานเหมินหยางไปทั่วค่ายกลกล่าวไปก็แปลกประหลาดนัก ค่ายกลขบวนนี้กินพื้นที่เพียงสิบกว่าหมู่ แต่เหล่ายอดฝีมือที่ติดอยู่ในค่ายกลกลับต้องเผชิญกับดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ พวกมันบางครั้งพบพานบุคคลอื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วคล้ายติดอยู่ในค่ายกลเพียงผู้เดียวลำพังอย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับซิวเจ่อที่โดดเดี่ยวเดียวดายเหล่านี้แล้ว เหล่าซิวเจ่อที่เผชิญหน้ากันภายในค่ายกล ระเบิดการต่อสู้อย่างดุเดือดน่าดูชมยิ่งกลางเวหา เหนือค่ายกลขบวนมหึมา ผู้ตัดสินสองคนสนทนาอย่างเฉื่อยชา บางครั้งคราวก็เหลือบตามองลงไปยังค่ายกล ผู้หนึ่งสวมใส่ชุดนักพรตสีเขียว บนศีรษะโพกผ้ามันเรียกว่าอู่หลิงซ่านเหริน อีกผู้หนึ่งโอ่อ่าน่าเกรงขาม สวมใส่เกราะปราณ นามของมันคือเว่ยเฟย หนึ่งในยอดฝีมือที่รู้จักกันดีในอาณาจักรนภาจันทร์(อู่หลิงซ่านเหริน – นัก