้ายที่สุด เมื่อมันรับปากเป็นเจ้ามือค่าอาหารมื้อนี้แล้ว เหล่าสหายจึงได้ยินยอมปล่อยปละละเว้นมันภายในมุมหนึ่งในอาณาบริเวณของเก๋งดาวพร่างฟั้า เก๋งเล็กๆ แขวนม่านแสงบางเบาล้อมรอบ ด้านในนั่งไว้ด้วยเงาร่างสองคนที่แทบมองไม่เห็นจากด้านนอก หากเลิกม่านขึ้น ผู้คนจะพบในทันทีว่านี่คือผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะคว้าชัยในการประลอง กู่หรงผิงส่วนผู้นั่งอยู่ตรงข้ามกับมัน เป็นบุคคลเงียบสงบในผ้าคลุมหน้าสีดำ“ข้าต้องการหาที่เงียบๆ สนทนากัน แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะพบคนเหล่านี้” กู่หรงผิงขมวดคิ้วนิ่วหน้า กล่าวอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อสายตามันทอดลงบนผ้าคลุมหน้าสีดำของบุคคลตรงข้าม สุ้มเสียงก็อ่อนโยนลง “นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้พบกับศิษย์น้องหญิงที่นี่ข้าคิดว่ากว่าจะได้พบเจ้าคงไม่ต่ำกว่าสามปีห้าปี”มันไม่ได้ปิดบังความในใจ ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าบุคคลสวมหมวกแพรดำ ซิวเจ่อซึ่งแข็งแกร่งและลี้ลับที่เรียกว่าซู่ ที่แท้เป็นอิสตรีนางหนึ่งข้อมือเปล่งปลั่งของนางยื่นออกไปหยิบถ้วยชาตรงหน้า ค่อยๆ เลิกมุมตาข่ายแพรดำริมฝีปากแดงอิ่มชุ่มชื้นแตะถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวเรืองรองอย่างแผ่วเบา กู่หรงผิงทันใดนั้นดวงตาเปลี่ยนเป็นร้อนระอุดุจเปลวไฟ“ศิษย์น้องหญิงจะไม่ยอมแม้แต่ให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้าสักหน่อยหรือ?” กู่หรงผิงทอดตามองซู่ กล่าวอย่างสงบ แต่ในสุ้มเสียงเปิดเผยความว้าวุ่นใจออกมา“ศิษย์พี่ หัวใจท่านยุ่งเหยิงแล้ว” ซู่กล่าวแผ่วเบา แพรคลุมหน้าสีดำไม่ขยับ