าณปกติอาศัยความร่ำรวยของพวกมัน แสดงทีท่าเย่อหยิ่งถือดีต่อสำนักอื่นๆ ในตงฝู ผู้คนมากมายเห็นเป็นที่ขัดตาตั้งแต่แรก“อืม ความสามารถของจั่วม่อไม่เลวเลยจริงๆ น่าเสียดายที่มันไม่อาจมุ่งเน้นทางกระบี่ด้านเดียว” เจ้าสำนักกล่าวอย่างเศร้าเสียดายอยู่บ้าง “มันปราชัยในเงื้อมมือของฉางเหิง นับว่าพ่ายแพ้ได้มีหน้ามีตานัก”หยานเล่อยักไหล่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจเท่าใดว่า “แต่ข้าว่าดีแล้วที่มันไม่อาจจดจ่ออยู่แต่กับกระบี่ อนาคตของสำนักต้องพึ่งพาคนอย่างมัน”เจ้าสำนักผงกศีรษะโดยไม่กล่าววาจาใด นิ่งไปชั่วครู่ค่อยหันมาบอกว่า “เจ้าสามารถไปหยั่งเชิงหลัวหลี เรื่องราวคราวที่แล้วกระทบกระเทือนต่อมันไม่น้อย สมควรมีความก้าวหน้าบ้างแล้ว”“แค่สามคนนี้หรือ?” หยานเล่อยังกังขา“อืม แค่พวกมันสามคน” เจ้าสำนักกล่าวเสริมว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีเวลาจนงานชุมนุมวิจารย์กระบี่รอบคัดเลือกจะเสร็จสิ้นลง”หยานเล่อบีบมืออย่างตื่นเต้น “ข้ากำลังเฝั้ารอ หากเหวยเสิ้งออกมาทันเวลา มันจะสร้างความสะท้านสะเทือนให้ทุกผู้คนอย่างแน่นอน”เจ้าสำนักแย้มยิ้มเจิดจ้า แม้ว่าไม่กล่าวคำใด แต่ดวงตาที่สาดประกายเรืองรองก็เผยความคิดของมันออกมาการเก็บเกี่ยวบุปผาแดงคะนองครั้งใหญ่ทำให้ถุงเงินของจั่วม่อโปั่งพองขึ้นอีกครั้งราคาของพืชหญ้าชนิดนี้เพิ่มสูงขึ้นจากตอนที่มันตกลงไว้กับเหอหยง เวลานี้มีราคาสองชิ้นครึ่งจิงสือระดับสามต่อหนึ่งเหลี่ยง ทุ่งปราณหนึ่งร้อยแปดสิบหมู่ ทั้งหมดแล