ทันทีที่จั่วม่อยืนขึ้น ศิษย์พี่ฉางก็เปิดตาและลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน“ข้าฉางเหิง” ฉางเหิงแนะนำตัวง่ายๆ ราวกับกำลังสนทนาเรื่องดินฟั้าอากาศกับสหาย(ฉาง – ธรรมดา ทั่วไป , เหิง – ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ขวาง ดื้อดึง)“ข้าจั่วม่อ” จั่วม่อตอบอย่างสงวนถ้อยคำ ด้วยเหตุผลบางประการ ฉางเหิงผู้ไม่เคยเผยร่องรอยความแหลมคมใดๆ กลับทำให้มันมันรู้สึกกดดันอย่างหนักหน่วง เป็นความกดดันชนิดเดียวกันกับที่มันรู้สึกจากศิษย์พี่เหวยเสิ้ง ฉวยโอกาสเพ่งพิศอีกฝั่ายอย่างใกล้ชิด ฉางเหิงสวมเสื้อแขนสั้นสีเขียวปนเทาซีด ที่เห็นได้ชัดว่าผ่านการซักล้างมาหลายครั้งหลายคราจนสีซีดจาง แตกต่างกันสุดขั้วกับอาภรณ์แพรไหมเลิศหรูของบรรดาศิษย์พรรคอัจฉริยะปราณ ใบหน้ากลม ผมสั้นแข็งเหมือนแปรงลวด ตั้งตรงเป็นแผง“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อย” ฉางเหิงกล่าวสืบต่อ “ฟังว่าศิษย์พี่เหวยเสิ้งของเจ้าบรรลุถึงเจตจำนงกระบี่ แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าเองก็บรรลุเจตจำนงกระบี่เช่นเดียวกัน”รอบข้างแตกตื่นอึงอลขึ้นมาทันที!สายตาของพวกมันอาจไม่ดีพอ จนมองไม่เห็นพลังที่แท้จริงของจั่วม่อ แต่ทุกผู้คนล้วนทราบดีว่าเจตจำนงกระบี่เป็นเรื่องราวใด ใบหน้าของหลินเอวี่ยนกับคนอื่นๆ ค่อยคลายใจลง ไม่มีอันใดต้องกล่าวอีกต่อไป การพ่ายแพ้ให้กับอัจฉริยะผู้บรรลุเจตจำนงกระบี่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย กระทั่งศิษย์พี่หวังที่นั่งอยู่บนพื้นยังส่ายศีรษะฝืนยิ้มออกมาหากมันทราบแต่แรกว่าจั่วม่อเข้าใจเจตจำนงกระบี