ทุกผู้คนยืนเหม่อมองอย่างโง่งม สมองขาวว่างเปล่าไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องชัยชนะหรือพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่ผู้คนคาดหวังไว้ คือการประมืออย่างดุเดือด แลกเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรุนแรงกลับไปกลับมา สถานการณ์ตึงเครียดและสุดท้ายจบลงด้วยชัยชนะอันยากลำบากของฝั่ายหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ กลับเป็นการใช้หนึ่งกระบวนท่าสยบสามคนพร้อมกัน! ผลลัพธ์เช่นนี้ ทำให้ผู้คนอ้าปากค้างจนคางแทบแตะพื้น แม้แต่เหล่าศิษย์สำนักสุญตาที่เชื่อมั่นในตัวจั่วม่ออย่างเต็มที่ ยังถึงกับสูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาไปเสี่ยวกั่วก็จ้องมองจั่วม่ออย่างงุนงงสงสัยศิษย์พี่ใช้วิธีอันใดในการประเมินสิ่งของที่จะปล้นจากร่างของผู้อื่น…โอ้ ไฉนนางกล่าวว่า ’ปล้น’? ไม่ใช่ ไม่ใช่ ศิษย์พี่กำลังริบสินสงครามของมันต่างหาก!เสี่ยวกั่วผู้ไร้เดียงสา ปกปั้องศิษย์พี่ของนางโดยไม่รู้ตัว“นี่ให้เจ้า” จั่วม่อโยนปินไม้ท้อพันปีที่หยิบมาจากศีรษะของเถาซูเอ๋อร์ให้เสี่ยวกั่วเสี่ยวกั่วรับไว้ตามสัญชาตญาณ เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บพลันดังระงมในหมู่ศิษย์สตรี ดวงตาของพวกนางแดงฉานแทบลุกเป็นไฟ พากันถลึงตาจ้องมองปินปักผมไม้ท้อพันปีในมือเสี่ยวกั่ว ราวกับฝูงกระต่ายหิวโหยที่จ้องมองหัวผักกาดที่มีอยู่ชิ้นเดียว“น่าเสียดายที่เกราะปราณของนางแตกหักเสียหาย มิเช่นนั้น ถอดมาให้เจ้าใส่น่าจะดี” จั่วม่อรำพึงอย่างเศร้าเสียดาย ด้วยตรรกะของมัน ย่อมไม่เคยคิดเลยว่าไม่เหมาะสมมากเพียงใดที่จะลอก