*ผู้นี้เอง” เอี้ยนหมิงจื่อกล่าวอย่างเหยียดหยาม “เจ้าควรไปตามเหวยเสิ้งออกมา แล้วกลับไปหลอมกลั่นโอสถของเจ้าเถอะ ต้าแหยอับอายที่จะลงมือกับเจ้า…”(ต้าเหยีย – เจ้าใหญ่นายโต)แต่แล้วสุ้มเสียงพลันชะงักขาดหายเอี้ยนหมิงจื่อจ้องมองจั่วม่ออย่างตกใจอยู่บ้าง ในสายตามัน ผีดิบตัวน้อยนี้คล้ายจู่ๆก็แปรเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกนี้…มันราวกับกระบี่ที่เพิ่งหลุดออกจากฝักเล่มหนึ่ง!เอี้ยนหมิงจื่อไม่ได้เพิ่งต่อสู้และก่อเรื่องมาเพียงครั้งสองครั้ง มันมีประสบการณ์โชกโชนพริบตานั้นมันละทิ้งสีหน้าล้อเลียนขบขัน เปลี่ยนเป็นกล่าวอย่างจริงจังอยู่บ้างว่า“คิดไม่ถึงว่าข้าจะสายตาฝั้าฟางถึงเพียงนี้ ที่แท้เจ้าเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง!”อีกสองคนก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน พลังสภาวะของจั่วม่อที่แผ่ซ่านออกมา แน่นอนว่าไม่คลับคล้ายอาจารย์โอสถซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการหลอมกลั่นโอสถแม้แต่น้อย แต่ประหลาดใจก็แค่ประหลาดใจ พวกมันไม่ได้วิตกกังวลแต่อย่างใด ที่ผ่านมาพวกมันคว่ำหวอดอยู่บนวิถีทางสายนี้มานาน จำนวนกระดูกขัดมันที่พวกมันเคยเผชิญมาเกรงว่านับจำนวนไม่ถ้วนแล้ว หลายต่อหลายคนยังเข้มแข็งกว่าพวกมัน แต่มีผู้ใดไม่ถูกพวกมันคว่ำลงในท้ายที่สุด? อย่าว่าแต่เจ้าผีดิบน้อยตัวนี้ยังมีพลังบำเพ็ญเพียรต่ำกว่าคนเหล่านั้นเสียอีกจั่วม่อไม่สิ้นเปลืองวาจาไร้สาระ เพียงเผยกระบี่ผลึกน้ำแข็งออกมา“ฮ่า! นั่นเรียกว่ากระบี่บินหรือ เจ้าช่างน่าสงสารเสียจริง!” เอี้ย