ึกอ่อนแอและเปราะบาง แทบไม่อาจเงยหน้าขึ้น และเห็นเพียงแค่ดวงตาที่ส่องประกายเย็นเยือก จ้องมองมายังมันอย่างเฉยชาจั่วม่ออดร่างสั่นสะท้านไม่ได้ มันบังคับตัวเองให้สลัดภาพลวงตาออกจากหัว สงบจิตใจลง จากนั้นค่อยผลักเปิดประตูและรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป“นั่งลง” อาจารย์ลุงรองไม่ลืมตา เช่นเดียวกับคราวที่แล้ว มันนั่งอยู่บนเสื่อสมาธิลำแสงแดดส่องลอดลงมาจากรูบนหลังคา ตกกระทบลงบนร่างมันจั่วม่อเห็นเสื่อสมาธิผืนหนึ่งเบื้องหน้าอาจารย์ลุงรอง จึงนั่งลงอย่างระมัดระวัง ก้มศีรษะต่ำ รอฟังอย่างตั้งใจ“ตั้งแต่วันนี้ข้าจะสอนวิชาเจ้า” อาจารย์ลุงซินหยานรูปร่างผอมแห้ง แต่นั่งหลับตาอยู่ตรงนั้นมันคล้ายหนักหน่วงนับพันจิน กดทับจั่วม่อจนแทบหายใจไม่ออก ยามกล่าววาจาสุ้มเสียงของมันไม่ได้ดังนัก แต่เมื่อเข้าสู่โสตประสาทของจั่วม่อ กลับสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งฟั้าร้อง“ขอรับ” จั่วม่อรับคำอย่างอ่อนแอ จนกระทั่งถึงตอนนี้ มันก็ยังยังไม่เข้าใจว่าท่านเจ้าสำนักกับซือฟูั่ไฉนจู่ๆ ก็โยนมายังอาจารย์ลุงรอง“สำนักเราฝึกปรือกระบี่ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสังขารร่างกาย แต่เจ้าเกิดมาร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังบอบบางมากเกินไป ดังนั้นเจ้าต้องเริ่มจากฝึกปรือกายาเสริมสร้างสังขาร” อาจารย์ลุงซินหยานไม่ได้ลืมตาขึ้นเลย สุ้มเสียงเบาต่ำมาพร้อมกับแรงกดดันอันรุนแรง ประกาศจุดเริ่มต้นชีวิตโศกนาฏกรรมของจั่วม่ออย่างเฉื่อยชาภูเขาสุญตาไม่ได้สูงชันอันตรายมากนัก แต่เส้นทางค