ียดีกว่า ข้าไม่เคยเห็นสำนักที่น่าเวทนาถึงเพียงนี้มาก่อน ในสำนักนี้นอกจากศิษย์พี่ของเจ้าผู้นั้นแล้ว ผู้อื่นล้วนแล้วแต่เป็นเศษสวะทั้งสิ้น”จั่วม่อซัดกลับทันควัน “แล้วท่านอสูรฟั้าผู้สูงส่งอย่างเจ้า ไฉนถูกอาจารย์ลุงรองของข้าไล่ฟันเสียจนต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงเล่า? ยังจะมีหน้ามากล่าวเยี่ยงนี้อีก?”ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ หากมิใช่ว่าข้าถูกเคี่ยวกรำอยู่ใต้หอกักอสูรมาสามพันปี จนจิตวิญญาณแทบแตกสลาย แค่สวะด่านจินตันผู้หนึ่งไหนเลยจะสะกิดผิวข้าได้?” กล่าวไปกล่าวมา น้ำเสียงก็ฮึดฮัดขุ่นแค้นถึงที่สุดจั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชาเลียนแบบผูเยา “ข้าในที่สุดก็ทราบว่าไฉนเจ้ากลายเป็นอสูรฟั้า”ผูเยาอึ้งไปวูบหนึ่ง “เข้าใจอันใด?”“ก็เจ้าคุยโวโอ้อวด*ถึงเพียงนี้” จั่วม่อสุดจะกลั้น ชี้หน้าผูเยา พลางแหงนหน้าหัวร่อกระหึ่ม “อสูรตนหนึ่ง พัดปลิว*ขึ้นฟั้าก็กลายเป็นอสูรฟั้า! ฮ่าฮ่าๆๆๆๆๆ”(*สองจุดนี้ใช้คำเดียวกันว่า ชุย แปลว่าคุยโวหรือปลิวไปตามลมก็ได้ เป็นการเล่นคำของจั่วม่อ)“หึ ข้าคร้านจะถือสาเจ้า” ผูเยากลับไม่มีโทสะ มันอ้าแขนกว้าง ไม่เห็นมันเคลื่อนไหวอันใดแต่ปราณหยินกลับโหมกระหน่ำเข้าหามันในทันใด มันราวกับเป็นศูนย์กลางวังวนอันน่าสยดสยอง ดึงดูดปราณหยินรอบบริเวณรวบรวมไว้ที่ร่างมันเป็นจุดเดียว“เจ้าแน่ใจหรือว่าสิ่งนี้คุ้มค่าจริงๆ?” จั่วม่อก็ไม่สนใจจะต่อล้อต่อเถียง ดวงตาจับจ้องแต่ไข่มุกในมือ ถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักผ