จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ อดสูดปากครวญครางอย่างเจ็บปวดไม่ได้“ศิษย์พี่ ท่านฟืนแล้ว” สตรีไม่คุ้นหน้าผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าเคารพนอบน้อมจั่วม่อสังเกตเห็นเค้าความหวั่นเกรงในสายตานาง พิศจากอาภรณ์ที่นางสวมใส่ นางสมควรเป็นศิษย์สตรีฝั่ายนอกผู้หนึ่ง แต่จั่วม่อไม่รู้จักนาง“ข้าอยู่ที่ใด?” จั่วม่อถามพลางดิ้นรนลุกขึ้น“ที่นี่คือเรือนขิงหอม เพราะท่านได้รับบาดเจ็บ นายหญิงจึงพาท่านมาที่นี่” ศิษย์สตรีนางนี้รีบตอบอ้อ ที่แท้เป็นซือฟูั่ จั่วม่อค่อยคลายใจและครุ่นคิด จากนั้นรู้สึกท้องลั่นโครกครากมันเงยหน้าถาม “มีสิ่งใดรับประทานหรือไม่?”ศิษย์สตรีนางนั้นรีบพยักหน้า “โปรดรอสักครู่” จากนั้นนางหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมชามข้าวและกับข้าวจำนวนหนึ่งกลิ่นปราณธรรมชาติหนาแน่นตลบอบอวลออกมาจากอาหาร จั่วม่อรู้สึกหัวใจโลดขึ้น และยิ่งหิวโหยมากกว่าเดิม โดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว มันเริ่มสวาปามราวกับงานเลี้ยงฉลอง ข้าวสวยในชามแน่นอนว่าไม่ใช่ข้าวธรรมดาที่มันรับประทาน แต่เป็นข้าวปราณหุงสุกชามใหญ่ ส่วนกับข้าวในจานเล็กๆ ที่วางเรียงรายเตรียมจากพืชผักปราณหลายชนิด ล้วนอุดมไปด้วยปราณธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังฟืนตัวเช่นจั่วม่ออาศัยคนยากจนเข็ญใจเช่นจั่วม่อ ไหนเลยจะเคยมีบุญได้ลิ้มลองกระยาหารปราณเหล่านี้ มันเคยได้รับปันส่วนข้าวปราณเป็นประจำทุกเดือน แต่ไม่ทราบวิธีเตรียมอาหา