งระคนดูหมิ่น “ไม่ว่ากระบี่ของข้าคมกล้าหรือไม่ เจ้าจะได้รับรู้ด้วยตนเอง กล้าลงมือต่อสตรีของข้า เจ้ากล้าหาญชาญชัยนัก!”“อ้อ” จั่วม่อไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย มันมองไปยังมือขวาของตน กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า“ลงมือต่อนางแล้วจะเป็นไร?”หากไม่เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น บุรุษสตรีคู่นี้ย่อมเป็นคนที่มันต้องพยายามประจบเอาใจไว้ แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งสองฝั่ายมีสภาพเช่นน้ำกับไฟ ไม่มีหนทางประนีประนอมอีก ความดื้อดึงประจำตัวจัวม่อปะทุออกมา แทนที่จะทนถูกข่มเหง ก็ต่อต้านเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ แม้ว่าสำหรับมันอาจจะจบลงด้วยผลลัพธ์น่าสะพรึงกลัว แต่ก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝั่ายมีสภาพดีกว่าสักเท่าใด หากมันไม่สำแดงความดุร้ายกระหายเลือดสักหน่อย ด้วยต้นกำเนิดจากศิษย์ฝั่ายนอกของมัน ต่อไปคงได้แต่ถูกข่มเหงรังแกแล้วหลัวหลีนัยน์ตาหดแคบลง ใบหน้าไม่แยแสในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง “อีกสามเดือน ข้าจะรอเจ้าในการทดสอบของสำนัก”“ท่านบอกว่ารอก็ต้องรอกระนั้นหรือ?” จั่วม่อยิ้มเยาะพลางแสร้งทอดถอนชมเชย“จุ๊จุ๊ ศิษย์พี่ท่านหน้าใหญ่จริงๆ !”หลัวหลีสีหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาราวกับมีไฟลุกโหม จ้องจั่วม่อเขม็ง มันแทบไม่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ แค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง “ฮึ่ม คอยดูไปเถอะว่าเจ้าจะปากดีได้ถึงเมื่อใด!” กล่าวจบคำมันก็ทะยานร่างจากไป“ฮึ มันคิดว่าตนเองเป็นผู้ใด? บอกให้ข้าทำอะไรแล้วข้าต้องทำด้วยหรือ?” จั่วม่อแค่นเสียงเยาะหยัน หมุ