หรงเหลือบมองไปรอบๆ แล้วขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่ของเจ้าไปยังที่ใด?”สวี่ฉิงรีบตอบ “หลังจากศิษย์พี่เข้าไปยังห้องหลอมกลั่นโอสถเมื่อหลายวันก่อน ก็ยังไม่ได้ออกมาอีกเลย”“ห้องหลอมกลั่นโอสถ? มันหลอมกลั่นเม็ดยาอันใด?” หัวคิ้วขมวดมุ่นของสือฟั่งหรงคลายออก ขณะที่นางถามอย่างไม่ตั้งใจ ดูเหมือนจั่วม่อให้ความสำคัญกับการหลอมกลั่นโอสถจริงๆ นางพึงพอใจไม่น้อย“น่าจะเป็นเม็ดยาราชันธัญพืช หลายวันก่อนศิษย์พี่ซื้อวัตถุดิบสำหรับหลอมกลั่นเม็ดยาราชันธัญพืชไปจากข้า” สวี่ฉิงตอบ นางอยู่ที่เรือนขิงหอมมานาน ประสบการณ์ในด้านโอสถของนางยังล้ำลึกกว่าจั่วม่อมาก“เม็ดยาราชันธัญพืช!” คิ้วของสือฟั่งหรงขมวดฉับอีกรอบ กล่าวอย่างขุ่นข้อง “ไฉนมันยังหลอมกลั่นเม็ดยาราชันธัญพืชอีก? เอาแต่ทำเรื่องเช่นนี้จะก้าวหน้าได้อย่างไร?”ควรทราบว่าเม็ดยาราชันธัญพืชเป็นเม็ดยาขั้นพื้นฐานที่สุด ไม่สามารถนับเป็นโอสถปราณด้วยซ้ำ ในฐานะผู้ฝึกตนด่านจู้จีผู้หนึ่ง ทุ่มเทความพยายามกับเม็ดยาพรรค์นั้น ไยมิใช่น่าขบขันแทบตายแล้วสวี่ฉิงในใจสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง นางเริ่มเสียใจกับสิ่งที่เพิ่งกล่าวออกไป หากศิษย์พี่ถูกอาจารย์อาหญิงสี่ลงโทษเพราะสิ่งที่นางพูด นี่ย่อมไม่ดีสำหรับนางแน่ ๆยังไม่ทันจะกล่าวอันใดต่อ สือฟั่งหรงก็เดินไปถึงหน้าห้องหลอมกลั่นของจั่วม่อแล้วนางผลักประตูเข้าไปทันทีโดยไม่เคาะให้สัญญาณเพียงประตูเปิดออกเท่านั้น กลิ่นไหม้อันหนาหนักชวนสำลักก็พลุ่งตลบออกมา สีหน