องมันหรือไม่?มันคิดอย่างนึกขันกลับไปยังลานน้อยลมตะวันของมัน จั่วม่อไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากอาหาร หลังจากเข้าฌานฟืนฟูพลังปราณแล้ว มันก็ปีนขึ้นไปบนหลังคา ยังไตร่ตรองถึงความสลับซับซ้อนในวิชาหลอมกลั่นโอสถแสงจันทร์อาบไล้ลงมาประหนึ่งสายธาราหลั่งริน ทาบทาทั้งหุบเขาเรืองรองละมุนละไม ด้านข้างจั่วม่อ ห่านจะงอยเทายืนอย่างเงียบงันบนหลังคา ข้างเท้าจั่วม่อเป็นแมลงทองทมิฬที่ปีนไต่ซุกซนไปรอบ ๆ หลังจากกลายเป็นระดับสี่ สติปัญญาของมันสูงขึ้นมาก มักจะติดตามปั้วนเปียนรอบกายจั่วม่ออยู่เป็นนิจทันใดนั้น จั่วม่อรู้สึกว่ามีบางอย่างบินใกล้เข้ามา มันเงยหน้าขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ และมองไปยังปากทางเข้าหุบเขากระเรียนน้อยสีชมพูตัวหนึ่งหมุนร่อนลงมาจากกลางนภายามวิกาลด้านบนหลังคา จั่วม่อใจหายวาบ ฟืนคืนสติจากความตื่นตะลึงในทันที มันรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน วิชาหลอมกลั่นโอสถปลิววับไปจากหัว สิ่งเดียวที่คิดอยู่ในใจ บัดซบ! ไฉนสตรีน่าตายผู้นี้หวนกลับมาอีกแล้ว?เช่นเดียวกับหนสุดท้ายที่พบกัน นกกระเรียนกระดาษสีชมพูคลี่ตัวเองออกอย่างเฉิดฉายเบื้องหน้าจั่วม่อ“ท่านปูั่ของข้า เจ้าคิดถึงผู้อื่น*หรือไม่? ฮิ ฮิ ผู้อื่นคิดถึงท่านปูั่เหลือเกิน”(*ในที่นี้ผู้หญิงเรียกแทนตัวเองด้วยคำว่า เหรินเจีย หรือ ผู้อื่น ซึ่งที่จริงเป็นสรรพนามบุรุษที่สาม มักใช้ออดอ้อน ประมาณคำว่า เค้า นั่นแหละ คิดถึงเค้ามั้ย เค้าคิดถึงตัวเองจัง)มองแผ่นกระดาษที่ลอยอยู่ตรงห