ในภูเขาสุญตามาตลอด ที่นี่ย่อมถือเป็นบ้านของมันแต่หากมันไม่สามารถจ่ายค่าเช่าทุ่งนาปราณในปีนี้ มันจะถูกขับออกจากสำนักนี่ไม่ใช่เรื่องที่มันยอมรับได้! ไม่ต้องกล่าวถึงว่าหากมันไปจากบ้านหลังนี้ มันยังจะหาเส้นชีพจรปราณปฐพีย่อยได้จากที่ใดอีกเล่า?ไม่มีสิ่งใดจะน่าอึดอัดขัดใจยิ่งไปกว่า การทนเฝั้ามองต้นข้าวปราณเหี่ยวเฉาไปทีละต้น ทีละต้น และไม่มีสิ่งใดจะสิ้นหวังมากไปกว่า การที่ไม่มีปัญญาหยุดยั้งการระบาดได้กลิ่นคาวอันรุนแรงล่องลอยไปทั่วบริเวณทุ่งปราณ ทุ่งนาปราณอันอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นบึงโคลนแห่งความตายบรรยากาศยิ่งสลดหดหู่ สำนักได้สำรวจผู้ตกเป็นเหยื่อ พบว่าจำนวนของศิษย์ฝั่ายนอกที่ทุ่งนาปราณติดเชื้อโรคประหลาด เพิ่มขึ้นเป็นยี่สิบห้าคน ส่วนที่เหลือก็ไม่ได้ปลอดภัยอันใดต้นข้าวปราณเหี่ยวแห้งเกือบทั้งต้น เหลือเพียงส่วนที่อยู่ใกล้กับพื้นผิวดินเท่านั้น ที่ยังพอพบเห็นร่องรอยสีเขียวอยู่บ้าง หากพวกมันยังไม่สามารถหาทางออกได้ เมื่อพลังชีวิตของต้นข้าวปราณเหือดหายไป มันก็จะสายเกินไปเช่นกันในขณะที่จั่วม่อกำลังจนปัญญา ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษสีชมพูพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตามัน“สตรีที่น่าตาย! เวลาเช่นนี้ยังคิดสร้างปัญหา!” จั่วม่อพอพบเห็นนกกระเรียนกระดาษ มันอดสบถไม่ได้มันไม่ใส่ใจจะหยิบนกกระเรียนกระดาษ หัวเราะเยาะพลางพึมพำกับตัวเอง “ฮึ่มเกอไม่สนใจเจ้า ไปเล่นของเจ้าผู้เดียวเถอะ”เพียงสิ้นคำพูดมัน นกกระเรียนกระดาษ