เห็นได้ชัดว่าเบื้องหน้าคือแวดวงสังคมเล็กๆ วงหนึ่ง และเป็นเพราะชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้น อีกทั้งยังเป็นศิษย์ของยอดเขาโอสถ เสิ่นอวี้หมิงจึงคิดว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วม
เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของผู้คน เสิ่นอวี้หมิงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขากล่าวอะไรขึ้นมาลอยๆ สองสามประโยค จากนั้นก็หันไปคุยเล่นกับคนที่อยู่ด้านข้าง
งานเลี้ยงนี้ หากจะเรียกว่างานเลี้ยง อันที่จริงก็เป็นเพียงสถานที่สำหรับรวมตัวพูดคุยสังสรรค์เท่านั้น ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก
“ศิษย์พี่เฝิง คนผู้นี้เป็นมาอย่างไรกัน? บนร่างของเขามีปราณมารแผ่ออกมา คงไม่ใช่ศิษย์วิถีมารจากสำนักไหนหรอกนะ?”
คนที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของกู้หย่วน ก็คือเฝิงเส้าเจี๋ย
เมื่อเจอคนคุ้นเคย กู้หย่วนจึงถือโอกาสพูดคุยกับเขาเสียเลย
อย่างไรเสียก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก คุยเล่นกับเฝิงเส้าเจี๋ยย่อมมีเรื่องให้คุยมากกว่าไปคุยเปื่อยกับคนแปลกหน้า
เมื่อเฝิงเส้าเจี๋ยเห็นกู้หย่วนชี้ไปทางจี้ชางไห่อย่างไม่เกรงกลัว มุมปากของเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระตุก พลางลดเสียงลงตามสัญชาตญาณ
“ศิษย์น้องกู้ เบาเสียงหน่อย”