ยวเดียว ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว โถ่ๆๆ ประตูของฉันวันนี้คงหมดหวังแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง เซวียเสี่ยวหรั่นผู้ถูกตราหน้าว่าสมองไม่เหมือนคนปรกติกำลังตีอกชกตัวด้วยความปวดใจ
“ไม่ได้ ฉันต้องไปเสาะหากิ่งไม้ยาวๆ มากักตุนไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยใช้ทำประตู”
เธอวิ่งตึ้กตั้กๆ ออกไป
มือของเหลียนเซวียนซึ่งนวดดินเหนียวอยู่หยุดชะงักไปครู่ใหญ่ ภายในใจเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจพรรณนาได้
แม่นางเช่นนี้โผล่มาจากที่ไหนกันแน่ ผู้ใดสามารถไขข้อกังขาให้เขาได้บ้าง
ก่อนฟ้ามืด เซวียเสี่ยวหรั่นก็หอบกิ่งไม้ยาวสองมัดกลับมาวางที่ปากถ้ำ หลังจากนั้นก็ใช้ใบเผือกป่าห่องูไช่ฮวาไปที่ริมแม่น้ำ
ขากลับมาจากริมแม่น้ำ ผืนป่าก็ล่วงเข้าสู่ความมืดมิด
“ว้ายๆๆ ฟ้ามืดแล้วต้องรีบกลับบ้าน ฟ้ามืดแล้วต้องรีบกลับบ้าน”
เซวียเสี่ยวหรั่นพูดพล่ามกับตัวเองไม่หยุด พลางอุ้มเนื้องูในห่อใบเผือกป่าวิ่งกลับถ้ำสุดชีวิต
พอได้ยินเสียงลมหายใจกระหืดกระหอบ เหลียนเซวียนก็นึกอยากยกมือกุมขมับ แต่น่าเสียดาย ทั้งสองมือของเขามีแต่ดินเหนียว ชัดเจนว่าไม่เหมาะจะทำเช่นนั้น
“โอย… วิ่งจนขาอ่อนแรงหมดแล้ว” เซวียเสี่ยวหรั่นวางเนื้องูลง ก่อนนั่งกองราวกับเป็นอัมพาตอยู่ข้างกองไฟ “เอ๋ เหลียนเซวีย