นึ่ง ตีกวาดไปรอบๆ ก่อน ถึงกล้าย่างเท้าเดินไปที่เชิงเขา อย่างเธอเรียกว่าถูกงูกัดครั้งเดียว กลัวเชือกไปสิบปี
เธอลงมือตัดเถาวัลย์เครือหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว แล้วลากกลับถ้ำ
หลังจากนั้นก็หย่อนก้นลงที่ปากถ้ำ เริ่มลงมือตัดเอาส่วนใบออกก่อน
“เหลียนเซวียน หลังจากน้ำในหม้อเริ่มเดือด อย่าปล่อยให้ไฟแรงเกินไป ตุ๋นต้องใช้ไฟอ่อนถึงจะออกมาดี”
เธอเจียดเวลามองเข้าไปในถ้ำ พลางตะโกนกำชับ
แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่ตอนที่เธอมองเข้าไป ก็เห็นความแรงของไฟใต้หม้อดินอ่อนลงแล้ว
“เนื้อไก่ป่าค่อนข้างเหนียว ต้องตุ๋นนานหน่อยถึงจะหอม”
เซวียเสี่ยวหรั่นตัดใบไม้ไม่หยุดมือ ปากก็บ่นพึมพำ “ตื่นแต่เช้า ข้าวสักเม็ดยังไม่ตกถึงท้อง ก็ต้องทำงานไม่หยุด ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน”
“อีกประเดี๋ยวน้ำแกงไก่ตุ๋นได้ที่ ต้องดื่มให้หนำใจสักถ้วยใหญ่ๆ เลย”
เมื่อก่อนตอนกินข้าวที่บ้านตุ๋นน้ำแกงไก่ เซวียเสี่ยวหรั่นก็ไม่ค่อยได้กินเท่าไร เพราะกลัวว่าจะบำรุงเกินไป เดี๋ยวจะยิ่งเจ้าเนื้อไปมากกว่านี้
แต่นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ความคิดก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ราวกับคนสองโลก
“เอ๋? ไม่ถูกต้องสิ ไม่มีชาม ไม่มีช้อน แล้วจะใช้อะไรมาดื่มน้ำแกง ยกหม้อซดหรือ