“สรรพสิ่งในแดนโลกีย์ ดั่งคลื่นลมวารีที่โถมถั่ง ยุทธภพกว้างใหญ่สุดใจรั้ง กี่ชีวิตจะยืนหยัดอยู่ได้ให้อนิจจา เฮ่อ… ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะยังจำกวีบทนี้ได้อยู่ ฮิๆ ก็แหม… คนมันความจำดี ยังมีอะไรอีกนะ อืม… ยอดยุทธ์รุ่นใหม่ใจทะยาน เปี่ยมปณิธานฝากชื่อในโลกหล้า โรจน์ร่วงผันผ่านเพียงพริบตา โอ้เอ๋ยวันเวลาช่างสั้นนัก อันนี้ใครเป็นคนเขียน? ผู้อาวุโสจินยง [1] หรือท่านกู่หลงผู้ยิ่งใหญ่ จำไม่ได้แน่ชัด อย่างไรเสียก็เป็นสุดยอดด้านการประพันธ์นวนิยายกำลังภายในกันทั้งคู่ แต่น่าเสียดาย พวกเขาล้วนจากไปกันหมดแล้ว”
ระหว่างป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเขา ปากน้อยๆ ของเซวียเสี่ยวหรั่นก็พูดจ้อไม่หยุด ทั้งยังปัดเรือนผมยาวของเขาไปไว้ด้านหน้าอีกด้วย
คนโบราณนี่ว่างนักหรือถึงปล่อยผมยาวขนาดนี้ ไม่รู้จะไว้ไปทำไมนักหนา ผมของเขายาวกว่าเธอเกินสองเท่า ดูแลยุ่งยากจะตาย ไม่มีแชมพู ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้อะไรสระผม เซวียเสี่ยวหรั่นใช้นิ้วสางเส้นผมที่ทั้งยาวทั้งดำแถมยังพันกันยุ่งของเขา พลางบ่นอยู่ในใจ
แต่เหลียนเซวียนกลับยังอยู่ในห้วงอารมณ์ตกตะลึง บทกวีสองบทนี้คมคายลึกซึ้ง แสดงถึงอิสรเสรีไร้ข้อผูกมัด บทกวีดีเช่นนี้ เหตุใดถึงไม่แพร่หลายในใต้