ยามรุ่งสางความเย็นยะเยือกคละเคล้าอยู่ในม่านหมอกจางแผ่ปกคลุมไปทั่วพงไพร เสียงวิหคขับขานเริงร่าก้องกังวาน กลิ่นอายแห่งขุนเขากรุ่นแผ่กำจายไปทั่วผืนป่า
โขดหินขนาดใหญ่ความสูงไม่เท่ากันตั้งเรียงอยู่ที่เชิงเขา รายล้อมไปด้วยพุ่มไม้และวัชพืชรกเรื้อ ข้างโขดหินใหญ่มีที่ราบแคบๆ ยามนี้คนสองคนกำลังนอนซ้อนทับกันอยู่
เสียงนกร้องทำให้เซวียเสี่ยวหรั่นตกใจตื่น ขณะกำลังงัวเงีย นึกว่าตนเองอยู่ในหอพักที่โรงเรียน
“นาฬิกาปลุกใครดัง รีบปิดเร็วเข้าสิ”
เธอบ่นพึมพำ คิดจะพลิกกายขึ้นมา ใครจะรู้ว่าร่างกายกลับขยับไม่ได้ รู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว มือและเท้าเย็นจนแข็ง เซวียเสี่ยวหรั่นลืมตาขึ้นมาอย่างยากเย็น
“กรี๊ด…” เซวียเสี่ยวหรั่นตกใจกรีดร้องสุดเสียง สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าฟกช้ำน่าเกลียดน่ากลัว มีรอยเฆี่ยนพาดอยู่เต็มใบหน้า
“ตุ้บ” เธอพลิกร่างลงมาจากตัวของชายหนุ่ม แผ่นหลังบดกระแทกกับหินกรวด ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย… โอ๊ย… เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
เธอลุกขึ้นมานั่งด้วยสัญชาตญาณ พลิกมือไปนวดส่วนที่ถูกกระแทก แต่แขนกับต้นขาก็รวดร้าวไปหมด ดวงหน้ากลมเกลี้ยงของเซวียเสี่ยวหรั่นพลันบิดเบี้ยวเหยเก
ให้ตายสิ เรื่องที่เจอเมื่อวานไม่