“อ๊า…”
เสียงกรีดร้องอันน่าสังเวชของหญิงสาวตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักเปรี๊ยะๆ ดังกึกก้องอยู่ในป่าอันหนาวเหน็บ สกุณานับไม่ถ้วนแตกตื่นบินกระเจิงไปทั่วสี่ทิศ
เสียงของหนักหล่น ‘ตุ้บ’ บนพื้น ใบไม้แห้งที่สุมอยู่โคนต้นฟุ้งตลบด้วยแรงสั่นสะเทือน
ผ่านไปครู่ใหญ่เงาร่างที่ร่วงลงมาถึงค่อยขยับเขยื้อน
“โอย… ฉันเจ็บจะตายอยู่แล้ว” เสียงสูดอากาศฟืดฟาดเจืออยู่ในลมหายใจหอบถี่ของหญิงสาว
เธอกลิ้งเกลือกอยู่ชั่วขณะหนึ่งถึงตะกายลุกขึ้นมานั่ง ยกมือลูบหน้าอกเบาๆ จนกระทั่งความเจ็บปวดบรรเทาลงไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงหน้าขาวซีดค่อยดูดีขึ้น เธอพลิกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำตาซึ่งไหลพรากเพราะความเจ็บปวด
“ให้ตายเถอะ… เซวียเสี่ยวหรั่นดวงของเธออะไรจะแข็งปานนี้ ตกลงมาจากยอดเขาสูงขนาดนั้นยังไม่ตายอีกหรือนี่”
เซวียเสี่ยวหรั่นเริ่มตั้งสติได้แหงนมองขึ้นฟ้า ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านแผ่กิ่งก้านบดบังผืนฟ้าเอาไว้ ต้องมองลอดผ่านใบไม้เขียวชอุ่มและดกหนาเหล่านั้นขึ้นไป ถึงจะพอเห็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของท้องนภา
ความสว่างแถวนี้ค่อนข้างมืดครึ้ม ประกอบกับค่าสายตาที่สั้นเกือบสองร้อยของเธอก็ยิ่งเห็นทิวทัศน์ไกลๆ ไม่ชัดเจนนัก
“แถวนี้มีป่าธรรมชาติขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ”
เ