แล้วข้าก็นึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เช้าก็ยังไม่เห็นนัมกุงบีอาเลย จึงหันไปถามวีซอลอาอย่างแผ่วเบา
“ท่านพี่ออกไปตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วเจ้าค่ะ!”
วีซอลอาตอบกลับอย่างร่าเริง
คงออกไปฟาดฟันกระบี่อยู่ที่ไหนอีกแล้วล่ะมั้ง…
ข้าถือแก้วน้ำด้วยมือที่ยังสั่น พร้อมกับรีบยกขึ้นดื่มทันที
พอดื่มเข้าไปถึงได้รู้ว่า… ข้ากระหายน้ำขนาดไหน น้ำเปล่าธรรมดายังรู้สึกหวานจนข้างในสั่นสะเทือน
ขณะกำลังดื่มอยู่นั้น วีซอลอาก็หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มบนศีรษะให้เบาๆ
ถึงสุดท้ายจะต้องอาบน้ำอยู่ดี แต่ใจข้าก็รู้สึกขอบคุณมาก
“ขอบใจนะ”
“จะให้ข้าไปเอาน้ำมาให้อีกไหมเจ้าคะ?”
“ไม่ล่ะ พอแล้ว”
ข้าฝืนขยับแขนที่เจ็บปวดรวดร้าว แล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
หลังจากพยุงตัวเองอย่างทุลักทุเลจนได้นั่งลงกับชานเรือน วีซอลอาก็ขยับตัวเข้ามานั่งแนบชิดข้างข้า
“อะไรเนี่ย…?”
“พิงได้นะเจ้าค่ะ!”
“กับเจ้าเนี่ยนะ?”
“อื้อ!”
ข้าคงดูหมดแรงมากจริงๆ ถึงได้ถูกชวนให้พิงอย่างนี้…
ถึงข้าจะชอบแหย่วีซอลอาว่ารูปร่างกลมนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปาอยู่บ่อยๆ แต่ความจริงแล้ว… รูปร่างนางค่อนข้างผอมเพรียวเสียด้วยซ้ำ
บางจนดูเหมือนถ้าโดนผลักเบาๆ ก็ปลิวไปได้
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังแสดงพละกำลังเหลือเชื่อในเวลาทำงานบ้านอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งข้าก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
เพราะเป็นวีซอลอา ข้าจึงเลือกจะปล่อยผ่านความแปลกนี้ไป