…แต่ถ้าคิดดูดีๆ มันก็เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด
คนที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนเชื่อโดยไม่มีข้อกังขา
เพราะไม่มีอะไรจะเป็นหลักฐานยืนยัน”สายเลือดตระกูลนัมกุง”ได้ดีไปกว่าการใช้กระบวนท่ากระบี่ราชันย์ของพวกเขาเอง
ข้าถอนหายใจ ก่อนพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า
“เป็นพลังที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง ข้าคงไม่สามารถเดินทางร่วมกับคนที่มีพลังน่าสะพรึงเช่นนี้ได้จริง ๆ ขออภัยด้วย”
…แน่นอนว่า ต่อให้พิสูจน์ตัวเองแล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า
ข้าไม่ให้ร่วมเดินทาง ก็คือไม่ให้
โชคดีที่นัมกุงบีอาไม่ได้โต้แย้งหรือบังคับอะไรต่อนางเพียงพยักหน้าเงียบ ๆ
…จบไปหนึ่งเรื่อง
ข้ารู้สึกเหมือนอายุขัยของตัวเองลดลงสิบปี
“ใครจะไปคิดว่าข้าจะเจอคนแบบนี้ในที่แบบนี้กัน!?”
ภาพของหญิงสาวที่ฟาดฟันทุกสิ่งโดยไม่สนว่าศัตรูหรือพวกเดียวกันยังคงติดตาไม่จางหาย
และที่สำคัญ
ทำไมทายาทสายตรงของตระกูลนัมกุงถึงมาเดินเตร่อยู่คนเดียวแบบนี้!?
ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“โอย… เหนื่อยชะมัด”
ใช้เวลานั่งรถม้าสามวันยังไม่เหนื่อยเท่าการเผชิญหน้ากับนัมกุงบีอาแค่ไม่กี่นาที
ขณะที่ข้ากำลังจะพักสายตาเสียงเรียกจากวีซอลอาก็ดังขึ้น
“คุณชาย! คุณชาย!”
“อะไรอีกล่ะ?”
ข้าหันไปหาเธออย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
วีซอลอายังคงจ้องออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“มีคนตามเรามาค่ะ”
“อะไรนะ?”
…อะไรตามมา?