งเข้ากับโต๊ะสแตนเลสอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทิ้งรอยแดงช้ำไว้บนหน้าผาก จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“แกทำอะไรของแกน่ะ?” หลินชิวผูถึงกับอึ้ง
“ตำรวจทำร้ายร่างกาย! กัปตันหลินซ้อมประชาชนครับ!” เฉินซื่อตะโกนลั่นห้อง
“หุบปากนะ! เลิกแหกปากเดี๋ยวนี้!”
เฉินซื่อเหยียดยิ้ม “ในห้องนี้ไม่มีกล้องวงจปิดบันทึกภาพไว้ซะด้วยสิ แถมผมดันมีแผลบาดเจ็บที่หัวแบบนี้ ตอนที่ผมเดินออกไปจากที่นี่ พวกคุณคงอธิบายเรื่องนี้กันยาวแน่!”
“เหลวไหล!” หลินตงเสวี่ยทนดูต่อไม่ไหวผุดลุกขึ้นยืนทันที “พวกเราสองคนก็นั่งเป็นพยานอยู่ตรงนี้แท้ๆ คุณยังคิดจะใส่ร้ายกัปตันอีกงั้นเหรอ?”
“คำให้การของพวกคุณสองคนมันมีน้ำหนักพอเหรอครับ? คนหนึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนอีกคนก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของกัปตัน กฎหมายจีนให้ความสำคัญกับวัตถุพยานมากกว่าคำให้การของพยานบุคคลอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับหลักฐานแนวปฏิบัติที่ว่าคำให้การของญาติสนิทไม่มีน้ำหนักรับฟัง ถ้าต้องไปสู้กันในชั้นศาลจริงๆ พวกคุณคิดว่าคำพูดของพวกคุณจะมาเอาผิดผมได้จริงๆ เหรอ?”
หลินตงเสวี่ยและเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลหันมามองหน้ากันเลิกลั่ก… ไอ้หมอนี่มันเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเกินไปแล้ว เขาสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้ภายในพริบตาเดียว
หลินชิวผูคำรามลั่น “แกเห็นว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบไหนกันฮะ?!”
“สถานีตำรวจไงครับ สถานที่ที่เอาไว้พูดคุยกันด้วยหลักกฎหมายและเหตุผล กา