เฉินซื่อหัวเราะขมขื่น “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมไปทำอะไรไว้ คุณช่วยสงเคราะห์บอกให้ผมตาสว่างหน่อยได้ไหมล่ะ?”
“คืนวันที่ 10 กันยายน คุณไปทำอะไรมา?”
“ผมก็ขับรถทำงาน กินข้าวกับกลุ่มเพื่อนคนขับรถด้วยกัน จากนั้นก็กลับบ้านอาบน้ำนอน”
หลินตงเสวี่ยแค่นเสียงหึ “คิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดคุณง่ายๆ งั้นเหรอ? แล้วนอกจากนั้นล่ะคุณไปทำอะไรอีก?”
“คุณคิดว่าชีวิตคนขับรถอย่างผมมันจะโลดโผนน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอครับเอาแบบนี้ดีไหม คุณช่วยบอกใบ้หน่อยสิว่าไอ้เรื่องที่ผม ‘น่าจะ’ ทำลงไปเนี่ยมันคืออะไรกันแน่?”
“เลิกแสดงละครได้แล้ว คุณมันก็แค่พวกตีหน้าซื่อตาใสตบตาคนอื่น อย่าหวังว่าจะหลอกฉันได้เลย!”
เฉินซื่อบี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่พลางชี้นิ้วมาที่ใบหน้าของตัวเอง: “ดูหน้าหล่อๆ ของผมซะก่อน หน้าตาแบบนี้เหมือนผู้ต้องสงสัยตรงไหน?”
“คำว่าคนเลวมันไม่ได้เขียนแปะไว้บนหน้าย่ะ!”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกครับ มันอาจไม่ได้เขียนไว้โต้งๆ บนใบหน้าก็จริง แต่คนเรามันมี ‘สัญญาณ’ บางอย่างที่ต้องใช้สายตาอันเฉียบคมถึงจะมองออกว่าคนคนนั้นเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ไอ้หัวขโมยที่วิ่งราวกระเป๋าผู้หญิงเมื่อกี้ ผมมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันลุกลี้ลุกลนระแวดระวังผิดปกติ ต่างจากประชาชนคนธรรมดาทั่วไป”