ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลินตงเสวี่ยเห็นข้อความที่พี่ชายส่งเข้ามาหลายข้อความในช่วงที่เธอลงจากรถ ถามว่าทำไมเธอยังเดินทางมาไม่ถึงเสียที
หลินตงเสวี่ยจึงหันไปออกคำสั่งกับเฉินซื่อ “ออกรถได้แล้ว”
เธอเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ จากนั้นก็คว้าข้อมือขวาของเฉินซื่อมาจับไว้ มือของเขาขาวเนียนและเรียวยาว ดูไม่เหมือนมือของคนที่ทำงานใช้แรงงานมาเป็นเวลานานเลยสักนิด เฉินซื่อเผยรอยยิ้มพลางถามล้อเลียน “มีอะไรเหรอครับ? คุณดูดูลายมือเป็นด้วยเหรอ?”
คำตอบที่เขาได้รับคือเสียง ‘คลิก’ ของกุญแจมือที่สับลงบนข้อมือขวา หลินตงเสวี่ยกำลังจะเอากุญแจมืออีกข้างมาล็อกเข้ากับข้อมือของตัวเอง ทว่าเฉินซื่อรีบเอ่ยขัดขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “ยัยบ๊อง ล็อกแบบนี้แล้วผมจะขับรถยังไง? เอากุญแจมือข้างซ้ายไปล็อกไว้กับพวงมาลัยนู่น!”
หลินตงเสวี่ยหรี่ตามองเขาอย่างระแวง เฉินซื่อจึงอธิบายต่อ “มือขวาของผมต้องใช้เปลี่ยนเกียร์ ส่วนมือซ้ายต้องใช้ประคองพวงมาลัย คุณขับรถเป็นหรือเปล่าเนี่ย?”
“หุบปาก! เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!”
หลินตงเสวี่ยปลดกุญแจมือออก จากนั้นจึงเอื้อมตัวข้ามฝั่งไปล็อกข้อมือซ้ายของเฉินซื่อเข้ากับพวงมาลัยรถแทน เฉินซื่อมองการกระทำที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และไร้ความระมัดระวังของเธอแล้วแอบคิดในใจ…ต่อให้ฉันจะทุบเธอให้สลบแล้วแย่งกุญแจมาตอนนี้ก็ยังทำได้สบายๆ เลย