หลินตงเสวี่ยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ไอหมอนี่มันปัญญาอ่อนหรือเปล่า?
“ข้อแรก ทันทีที่คุณรู้ว่าคนขับรถคือผู้ต้องสงสัย สิ่งแรกที่ควรทำคือรีบติดต่อเพื่อนร่วมงานเพื่อรายงานตำแหน่งปัจจุบันทันที พร้อมกับหาทางควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอย่างสุดความสามารถ ข้อสอง คุณคิดจะใช้ปืนที่ยังไม่ได้ปลดเซฟตี้ขู่ให้ใครกลัวงั้นเหรอ? และข้อสาม การใช้ปืนขู่คนอื่นในขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่มันเป็นเรื่องที่ไร้สติสิ้นดี สมมติว่าถ้าผม…”
โดยไม่รอให้หลินตงเสวี่ยทันตั้งตัว เฉินซื่อก็กระทืบเบรกอย่างกะทันหัน แรงเหวี่ยงอันรุนแรงส่งผลให้หัวของหลินตงเสวี่ยกระแทกเข้ากับพนักพิงเบาะคนขับอย่างจัง จนปืนในมือหลุดร่วงหล่นลงไป
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าปากกระบอกปืนสีดำทมิฬกำลังเล็งตรงมาที่ใบหน้าของเธอ และที่อยู่หลังอาวุธชิ้นนั้นคือสายตาเยาะหยันของเฉินซื่อ “เห็นไหมล่ะ? การจะจัดการคุณมันง่ายนิดเดียว ต่อให้ผมฆ่าคุณทิ้งตอนนี้ เพื่อนร่วมงานของคุณก็ไม่มีวันรู้หรอก ประสบการณ์ยังอ่อนหัดเกินไปนะ แม่สาวน้อย!”
“คุณ… คุณคิดจะทำอะไร?!” หลินตงเสวี่ยหวาดกลัวจนเสียงสั่นเครืออยู่ในลำคอ เธอพยายามจะคว้าโทรศัพท์ด้วยความลนลานแต่กลับหาไม่เจอ
เฉินซื่อพลิกหันด้ามปืนกลับแล้วยื่นส่งคืนให้เธอ “ผมก็แค่ช่วยชี้จุดบกพร่องในการปฏิบัติงานให้ฟังเฉยๆ”
หลินตงเสวี่ยทำตัวไม่ถูก เธอไม่ยากจะเชื่อเลยว่าผู้ต้องสงสัยจะยอมคืนปืนให้ง่ายๆ โดยไม