วนานมาก จึงอาจเกิดความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีเธอที่เป็นคนอัธยาศัยดี
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเคยเห็นหน้าค่าตาผู้หญิงคนนี้มาก่อน และสัมผัสได้ว่าซูเจาเจาเป็นผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง ซึ่งแม้แต่เฉินซีเวยก็ยังประทับใจในตัวเธอเช่นกัน
แต่ขณะนี้ อีกฝ่ายได้ตายไปแล้ว
เธอจึงพอเข้าใจความรู้สึกของฉู่โม่ว และอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงสภาพจิตใจ
“ฉันสบายดี”
เมื่อได้ยินเสียงของเฉินซีเวย ชายหนุ่มปั้นยิ้มตอบออกไป จากนั้นดึงตัวเธอมาไว้ในอ้อมกอด “ขอโทษนะที่ทำให้เธอเป็นห่วง”
“นายเป็นสามีของฉัน ฉันก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าคิดมากเลยนะ”
เฉินซีเวยส่ายหน้า
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงปกติดี เธอก็รู้สึกโล่งใจ
…
จากนั้นฉู่โม่วและเฉินซีเวยก็แนบอิงคลอเคลียกันชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศเสียงฝนตก เฉินซีเวยคุดคู้อยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ผมของเธอพันยุ่งเหยิงเล็กน้อย หันไปกระซิบเบา ๆ ว่า “ที่รักคะ หลังจากนี้คิดจะทำอะไรต่องั้นเหรอ?”
แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติใด ๆ
แต่ในฐานะภรรยา เธอก็เป็นคนเดียวที่รู้จักฉู่โม่วดีที่สุด จึงรู้ว่าเขามีแผนการอะไรบางอย่างในใจอยู่แล้ว
“ฝึกฝนครับ!”
ฉู่โม่วกล่าว
ในตอนท้ายเขาเอ่ยอีกว่า “และออกไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ!”
ชายหนุ่มตระหนักดีว่าแค่การฝึกฝนอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ
การฝึกฝนจากประสบการณ์จริงเท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้รวดเร็วที่สุด
ดังนั้นชายหนุ่มจึงต