ัวใจของเขารู้สึกขมขื่นยิ่งนัก
อาจเป็นเพราะนี่เป็นการแยกจากอย่างถาวรและอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยในอนาคต
หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาอยู่กับฉู่โม่วมานานนม แม้ว่าทั้งสองจะดูถูกชายหนุ่มและเหยียดหยามเขามาตลอด แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนคุ้นเคย พวกเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งและอดพูดออกมาไม่ได้
“พอคิดย้อนกลับไป ข้ากับเจ้าก็เข้ามาในสำนักด้วยกัน แล้วตอนนี้เราก็ไปถึงระดับขั้นสูงแล้ว แต่เจ้าก็ยังอยู่ที่เดิม อย่าหาว่าข้าปากมากเลย เส้นทางแห่งความเป็นอมตะน่ะขึ้นอยู่กับดวงทั้งนั้น!”
“ฟังคำของพวกเราเถอะ เจ้าควรรีบกลับลงไปจากภูเขาและตามหาเส้นทางอื่น ด้วยวิชาที่เจ้าได้เรียนรู้ นอกจากจะมั่งคั่งและมีอำนาจแล้ว อย่างน้อยเจ้าก็อยู่สบาย ๆ ได้ตลอดชีวิตเลย!”
พวกเขาต่างก็พูดส่งเสริมกัน
“ใช่แล้ว ว่ากันว่าทุกสิ่งมีชีวิตไม่รู้ว่าตัวเองธรรมดาขนาดไหน และทุกคนก็โหยหาความเป็นอมตะ แต่จะมีสักกี่คนกันที่ได้เป็นอมตะและกลายเป็นนักพรตเต๋าจริง ๆ? พลังเต๋าในธรรมชาติน่ะไม่สามารถควบคุมได้ ในเมื่อมันไม่มาหา แล้วเจ้าจะฝืนไปทำไมล่ะ?”
ฉู่โม่วอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่ออ้าปากและมองไปยังใบหน้าของเพื่อนทั้งสองคน เขาก็ค่อย ๆ เผยสีหน้าเศร้าหมองออกมา
ความขมขื่นข้างในหัวใจ ณ ตอนนี้นั้นกำจัดออกไปได้ยากเหลือเกิน
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองที่เป็นห่วง!”
หลังจากที่เงียบไปครู่ใหญ่ ฉู่โม่วก็กลั้นใจพูดออกมา “ข้ารู้ว่าคำโน้มน้าวของเจ้าก็ถูก แต่… ในเมื่อข้าเลือกที่จะเดินเส้