นี้เกินกว่ากู่ฉินหงส์เพลิงไปอย่างมาก นี่เป็นขีดจำกัดของฉันที่จะสามารถให้ได้แล้ว หากนายยังไม่พอใจอีก ฉันก็ขอยอมแพ้!”
เมื่อได้ยินเธอพูดตัดพ้อแบบนั้น ฉู่โม่วก็รู้ว่านี่คือขีดจำกัดของหลิ่วเสวียนจือแล้ว
อีกทั้งสมบัติทั้งสองชิ้นนี้มันก็ทำให้เขาพึงพอใจและเกินกว่าที่คาดหวังไปมากแล้ว ดังนั้นฉู่โม่วจึงแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจ
“ในเมื่อเธอต้องการมันมากขนาดนี้ ฉันก็ยกกู่ฉินหงส์เพลิงให้เธอแล้วกัน!”
หลังจากพูดจบ ฉู่โม่วก็นำกู่ฉินหงส์เพลิงออกมาจากมิติพกพาและมอบให้กับหลิ่วเสวียนจือ
ในเวลาเดียวกัน
เขาก็หยิบหินปฐมวิถีและดอกบัวแห่งกาลเวลามาไว้ในฝ่ามือก่อนจะเก็บมันในมิติพกพาทันที
เมื่อเห็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้
หลิ่วเสวียนจือก็ผงะไปครู่หนึ่ง แต่แล้วเธอก็ตระหนักได้ว่า เธอถูกฉู่โม่วหลอกลวงเข้าเต็ม ๆ จึงแสดงสีหน้าบึ้งตึงทันที
แต่เมื่อเธอนึกถึงกู่ฉินหงส์เพลิงที่เพิ่งได้รับ และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่กระจายออกมาจากเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของหงส์เพลิงที่แท้จริงซึ่งถูกผนึกไว้ภายใน เธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘ช่างมันเถอะ เพราะยังไงกู่ฉินหงส์เพลิงก็มาอยู่ในมือของฉันแล้ว!’
เมื่อคิดเช่นนี้ เธอก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
จากนั้นก็ขอตัวลาแล้วรีบบินออกไปทันที
เมื่อฉู่โม่วเห็นเธอต้องการจากไป เขาก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดเพื่อฉุดรั้งแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เขามีความสุขมาก
เพราะหินปฐม