้องพิธีรีตองอะไรกันมากก็ได้… นั่งลงเถอะ”
ฉู่โม่วรีบโบกมือให้พวกเขานั่งลงทันที
ด้วยท่าทีใจเย็นและสบาย ๆ ของฉู่โม่วนี้ ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้พากันโล่งอก และรู้สึกสนิทใจกับฉู่โม่วมากกว่าเดิม
พวกเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน
โดยที่มีฉู่โม่วนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งหลักที่ทุกคนสามารถพูดคุยได้
ส่วนเฉินซีเวยนั่งอยู่ข้าง ๆ
ผู้อาวุโสตระกูลหมัว หมัวหย่งอันและผู้อาวุโสอีกสามตระกูลนั่งขนาบซ้ายขวา ตามด้วยช่ายเฟิงและสวี่ชวนนั่งปิดท้าย
ผู้คนดื่มด่ำไปกับอาหารและการพูดคุย
หัวข้อสนทนาหลัก ๆ ที่ทุกคนอยากจะถามคือประสบการณ์ของฉู่โม่วที่ได้มาจากสุดยอดฐานจงไห่ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเรื่องให้ถามมากมาย ซึ่งฉู่โม่วก็ไม่ได้ปิดบังอะไร แต่เลือกที่จะสุ่ม ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาออกมาพูดแทน
ถึงแม้ว่าเขาจะเล่าเรื่องมากมายราวกับมันเป็นเรื่องสบาย ๆ
แต่เรื่องเหล่านั้นกลับไม่ต่างอะไรกับนวนิยายที่เกินกว่าเหล่าผู้อาวุโสตระกูลใหญ่จะคาดคิด ภายในใจของเขา เสมือนว่าตนกำลังหลุดไปในโลกที่กว้างใหญ่ โดยที่ทุก ๆ แห่งบนโลกใบนั้นมีฉู่โม่วฝากรอยเท้าไว้หมดแล้ว ความอิจฉาในความสามารถของฉู่โม่วปรากฏขึ้นในใจของพวกเขาทุกคน
ชายชราเหล่านี้รู้กันดี
ว่าฉู่โม่วนั้นมีพรสวรรค์เลิศล้ำ และในอนาคตของเขา จะต้องมีเรื่องให้เชิดชูมากขึ้นไปอีกแน่
ผิดกับพวกเขาที่เหมือนจะเห็นบั้นปลายชีวิตของตนเองแล้ว ต่อให้พวกเขาจะหันมาฝึกฝนอีกครั้ง เต็มที่ก็เป็นได้