ับก่อนแล้วค่อยไปแอบชิงของเหลวในต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์มา”
“ถึงจะบอกว่าทำตอนมันหลับ แต่การรับรู้ของอสูรตนนี้ค่อนข้างว่องไว ดิฉันเกือบทำมันตื่น ไม่งั้นแล้วละก็คงไม่ได้กลับมายืนตรงนี้แน่ ๆ”
ระหว่างที่เธอกำลังพูดนั้น ในแววตาก็แสดงให้เห็นถึงความกลัวซ่อนอยู่ด้วย
“ถ้างั้นในเมื่อสัตว์อสูรตนนั้นมันแข็งแกร่งขนาดที่เธอยังสู้ไม่ได้ เห็นทีว่าคงมีไม่กี่คนในฐานแล้วละมั้งที่พอจะเอาชนะมันได้น่ะ เพราะงั้นแบบนี้มูลค่าของข้อมูลที่ว่าก็จะยิ่งลดลงไปอีกนะ”
“แล้วถ้าเราไม่กำจัดสัตว์อสูรตนนั้นก่อน ยังไงก็ไม่มีใครที่สามารถไปเอาของเหลวที่ต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์สร้างไว้ได้เลย”
“เช่นนั้นแล้ว ฉันจะพูดเหมือนเดิม… ว่าลำพังสิ่งที่เธอนำมา มันยังไม่เพียงพอต่อยุทธภัณฑ์วิญญาณชิ้นนี้หรอก”
ฉู่โม่วส่ายหน้าอีกครั้งหนึ่ง
จากการวิเคราะห์แล้ว สาวงามเบื้องหน้านี้น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับบรรพบุรุษตระกูลสวี่
ดังนั้นหากคนอย่างเธอยังเกือบจะตายด้วยฝีมือของสัตว์อสูรที่คอยปกป้องป่าไผ่นั้น แสดงว่าสัตว์อสูรตนนั้นเองคงจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ ๆ
ขนาดที่จ้าวยุทธ์รู้ที่ตั้งของสมบัติล้ำค่า แต่กลับไม่สามารถเอามันกลับมาได้
“ถ้างั้นคุณฉู่อยากจะแลกกับอะไรล่ะคะ?”
ด้วยอายุอานามที่ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว จ้าวยุทธ์สาวสามารถเข้าใจสิ่งที่ฉู่โม่วพูดมาได้อย่างง่ายดาย เธอถามกลับด้วยความช่วยไม่ได้
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็เหลือบมอง “เธอน่าจะยังเก็บของเหลวแก่นแท้ที่ได