ง แต่ในครั้งนี้คมดาบนั้นกลับปรากฏออกมาจากด้านนอกค่ายกลและพุ่งเข้าโจมตีโดมที่ขังมันไว้จนแตกละเอียดไปแทน!
ทันทีที่โดมเวทมนตร์แตกออก
อสูรร้ายก็หันกลับมามองเหล่าผู้ปลุกพลังที่เคยทำร้ายมันด้วยแววตาแค้นเคือง มันกระอักเลือดออกมาก่อนจะหายตัวไปกับมิติที่สร้างขึ้นมาอย่างไร้ร่องรอย
“เร็วเข้า! อย่าปล่อยให้มันหนีไปไกลกว่านี้!”
กลุ่มคนรีบวิ่งตามร่องรอยสุดท้ายของมันไป
ทว่าเพราะพังพอนมายาใช้พลังของมิติ มันจึงไร้ร่องรอยใด ๆ ให้สืบหา
“บ้าเอ๊ย! มันหนีไปจนได้!”
เสิ่นชางเปี่ยมด้วยความไม่พอใจ
“ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า! พวกเราเสียคนไปตั้งมากมาย แต่มันกลับยังหนีไปได้!”
“เสิ่นเทียนอวิ๋น ไหนเธอบอกว่าค่ายกลเวทมนตร์ของเธอจะเอามันอยู่ไง!”
ด้วยความโกรธ กู๋เทียนหยูรีบหันไปถามคำถามกับหญิงสาวในชุดสีเหลืองด้วยเสียงดัง
“นายพลเมืองยังรับพลังของคมดาบมิตินั่นไม่ไหว นับประสาอะไรกับค่ายกลเวทล่ะ? มันเป็นความผิดฉันซะที่ไหน!”
หญิงสาวพูดตอบ
“นอกจากนี้…”
“หัดระวังคำพูดคำจาเวลาพูดกับฉันซะบ้างนะ!”
เธอขมวดคิ้วและพูดอย่างเด็ดขาด
“เธอ…”
หน้าผากของกู๋หยุนเซียวกระตุกพลันหลังโดนตอกหน้ากลับ เขาอยากจะจัดการเธอคนนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็ยังพอระงับอารมณ์ไว้ได้บ้าง
เขาหันหน้ากลับไป
แล้วพูดกับเหล่าผู้ปลุกพลังจากตระกูลกู๋ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง “ไปตามหามันมาให้ฉัน! ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยอะไร ก็ตามหาให้เจอ! ฉันต้องได้เห็นศพสัตว์อสูรนั่น!