ำนงแห่งกระบี่ก็รับรู้ได้ถึงร่างกายของเสี่ยวจินที่เย็นลง เขารีบกลับมายังโลกจริง เป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงพูดของเสี่ยวจิน “นายท่าน ข้างหน้ามีพายุฝนขอรับ!”
“พายุฝนเหรอ?”
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็รีบยืนขึ้นและมองตรงไปข้างหน้าทันที
พลันเมื่อเขาเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แววตาของเขาก็วูบไหวขึ้นมา…
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
ความมืดเบื้องหน้าเกิดขึ้นจากเมฆฝนสีดำครึ้ม มันกินพื้นที่ร่วม ๆ สองกิโลเมตร ภายในเมฆฝนนั้น มีอัสนีสีม่วงปรากฏให้เห็นเรื่อย ๆ สายลมที่อยู่ในเขตนั้นเองก็กระโชกแรงขึ้นด้วยพร้อมกับมีสายฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย ราวกับว่ามีพายุฝนโหมกระหน่ำอยู่ในบริเวณนั้น
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกของฉู่โม่วจะยังอยู่ด้านนอกเมฆฝน แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในแนวพายุ เพราะงั้นจึงสามารถรับรู้ได้ถึงพลังงานไฟฟ้าที่น่าสะพรึงกลัวกระจายตัวออกมาจากเมฆฝนและเข้าใกล้พวกเขาเป็นระยะ ๆ
ภายใต้แสงระยิบระยับของสายฟ้าเบื้องหน้า ต่อหน้าพลังทำลายล้างอันรุนแรง แม้แต่ฉู่โม่วยังอดใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผลไม่ได้
นี่มัน… พลังแห่งโลกและสวรรค์!
ในสถานที่แห่งนี้ นอกจากสายฟ้าที่ต้องเผชิญแล้ว มันก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย ราวกับว่าที่นี่เป็นเพียงความมืดมิดที่โล่งกว้างและว่างเปล่า ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน มันก็ไร้ซึ่งผู้ใด เสมือนว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในห้วงความมืดนี้
“พลัง… ที่แท้จริงของโลกและสวรรค์!”
ฉู่โม่วพูดด้วยความรู้สึกสั่นไหวไปกับสถานก