ม่ติดว่าชีวิตของสีอิ้งมีโชคเยอะกว่าคนอื่น บางทีตัวเขาเองก็อาจจะติดอยู่ที่ขั้นจอมยุทธ์ระดับต้นไปตลอดชีวิตก็ได้ และไม่สามารถเติบใหญ่ไปกว่านั้นได้อีกแล้ว
ทั้งสองนั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนที่ฉู่โม่วจะกล่าวอำลา
สีอิ้งออกไปส่งด้วยตนเอง เขายืนดูจนกระทั่งฉู่โม่วหายไปจากระยะสายตาแล้วจึงได้ละสายตากลับมา
ชายสูงวัยเดินกลับเข้าไปในที่พักของตน
แต่ทันทีที่กลับเข้าไปภายในนั้น เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าจุดที่ฉู่โม่วเคยนั่งอยู่มีกล่องหยกกล่องหนึ่งถูกวางทิ้งเอาไว้
เขาหยิบมันขึ้นมาและเปิดดู
แล้วจึงพบว่าภายในนั้นมีเลือดของสัตว์อสูรระดับ 5 ถูกบรรจุเอาอยู่
“นี่มัน…”
สีอิ้งพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ๆ และเมื่อได้สติกลับมา ชายชราก็ได้แต่ส่ายหน้าและหัวเราะเบา ๆ เขาเก็บเลือดสัตว์อสูรนั้นไว้
โดยที่ภายในใจก็แอบกล่าวชื่นชมฉู่โม่วไปด้วย “ฉันจะรอวันที่คุณเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้นะ…”
…
คืนวันนั้น
ฉู่โม่วกลับมาที่บ้าน
และมองเห็นเฉินซีเวยกำลังอ่านหนังสืออยู่ เขาจึงเข้าไปบอกเธอถึงเรื่องที่ตั้งใจจะออกจากฐานลู่หยาง โดยหวังว่าเธอจะออกไปกับเขาด้วย
หลังจากที่ได้ฟังความตั้งใจของฉู่โม่วแล้ว
เฉินซีเวยก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบตกลง
มันเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก …แต่นั่นยังทำให้ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อย?
แต่เดิมเขาคิดว่าเฉินซีเวยอาจจะอยากอยู่ภายในฐานลู่หยางไปตลอดชีวิต นั่นเพราะที่นี่มีทั้งครู มีทั้งเพื่อนของเธออาศัยอยู่ ก