คิดอะไรขึ้นมาได้ เขารีบถามทันที “คุณฉู่ได้ทำการทลายข้อจำกัดพลังกายขณะที่ยังเป็นขั้นจอมยุทธ์ไปแล้วหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
อย่างไรก็ตาม เขารีบรวบรวมสติกลับมาแล้วพูดต่อ “ฉันทลายขีดจำกัดของขั้นจอมยุทธ์ได้ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ในตอนนั้น ฉันเป็นคนที่หยิ่งผยองและอยากเติบใหญ่ให้มากกว่านี้ เพราะงั้นจึงเลือกที่จะออกจากฐานเล็ก ๆ อย่างลู่หยางไป ดังนั้นหลังจากที่ทลายขีดจำกัดได้แล้ว ฉันจึงเลือกไปยังฐานใหญ่ ๆ ก่อนจะมายังฐานจินหลิง”
“ด้วยความบังเอิญ ฉันได้ยินเรื่องของปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มากพรสวรรค์ผู้หนึ่ง ที่ซึ่งพบกับอุปสรรคในการทลายขึดจำกัดของขั้นจอมยุทธ์ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาสามารถทลายขีดจำกัดของร่างกายได้แล้ว อย่างที่คิด คุณเองก็น่าจะเจอปัญหาแบบเดียวกับเขาแน่ ๆ!”
ได้ยินดังนั้น
ฉู่โม่วก็เริ่มมีความหวังอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะถาม “ถ้างั้นคุณพอจะรู้ไหมว่าปรมาจารย์ยุทธ์คนนั้นใช้วิธีอะไรในการทลายขีดจำกัดมาได้?”
“ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก” สีอิ้งขมวดคิ้วและคิดทบทวน “เท่าที่จำได้ รู้สึกว่าปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มคนนั้นใช้วิธีทลายขีดจำกัดที่เกี่ยวกับ ‘รากฐาน’ อะไรสักอย่าง”
“ว่ากันว่า ผู้ปลุกพลังที่ทลายขีดจำกัดของร่างกายไปแล้วจัดว่าเป็นมีรากฐานแข็งแกร่งเกินไป มันจึงยากที่จะทลายขีดจำกัดขั้นด้วยวิธีตามปกติ ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้พลังของฟ้าดินในการทะลายขีดจำกัด! ด้วยกระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณให้