จะมีคำถาม แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาจนต้องประหลาดใจและอดถามไม่ได้ “เธอ… ไม่โกรธเหรอ? ไม่สงสัยเหรอว่าทำไมฉันต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ด้วย?”
“ฉันยังไม่จำเป็นต้องโกรธเรื่องนี้หรอก”
เฉินซีเวยส่ายหน้าเล็กน้อย
“แต่ว่า…”
“ฉันกังวลจริง ๆ ตอนที่เห็นนายสู้กับสัตว์อสูรระดับ 5 ไม่ว่ายังไงนายก็เป็นคู่หมั้นของฉันนะ แล้วฉัน… ฉันก็… เป็นคู่หมั้นของนายด้วย”
ตอนนั้นเอง หน้าเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ “ถ้าในอนาคตนายเจออะไรอีกก็บอกฉันได้เลยนะ… ถึงจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่านาย แต่พวกเราก็… พวกเราก็…. เป็นครอบครัวเดียวกัน!”
ขณะที่พูดดังนั้น แม้ว่าใบหน้าของเธอจะแดงก่ำ เธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างดื้อด้านและจ้องตากับฉู่โม่ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็เงียบไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้น เขามองเข้าไปในดวงตาของเฉินซีเวยและกล่าวเอาจริงเอาจัง
“ไม่ต้องห่วง ต่อไปฉันจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา
รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินซีเวย
ภายใต้รอยยิ้มนั้นทำให้จากโลกที่จืดชืดไร้สีสันกลายเป็นโลกที่สดใสขึ้นมาในทันที
“ฉันยังต้องฝึกอีก ฉันไปก่อนนะ อย่าลืมกินซุปเนื้อด้วยละ…”
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เฉินซีเวยจะออกไปฝึกยุทธ์
ฉู่โม่วไม่ได้ปฏิเสธอะไร
แต่ก่อนที่เฉินซีเวยจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน เธอเอานี่ไปด้วย!”
ฉู่โม่วหยิบเอาขวดหยกสองขวดออกมาและยื่นให้เฉินซีเวย
“นี่มัน…”
เธอเผยสีหน้าสงสัยออกม