ับตามองฉู่โม่วมาตลอด
เขาถึงแปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกที่จะไม่หลบเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ กลับกลายเป็นว่าเขาดันกลายเป็นฝ่ายที่ต้องทำใจหลบเสียเอง
แม้ตอนที่คมกระบี่กำลังจะสะบั้นลำคอ ฉู่โม่วยังคงไม่ไหวติงใด ๆ
หรือว่านี่เป็นวิธีการแสดงความกลัวของแกงั้นเหรอ?
“งั้นก็ช่างมันสิ!”
“ไม่ว่าแกคิดจะทำอะไรก็ตาม เพลงกระบี่ฝ่าวายุของฉันที่แข็งแกร่งกว่าใครในขั้นผู้ฝึกยุทธ์ก็จะสะบั้นคอแกให้ขาดกระเด็นไปเลย!”
เห็นเช่นนั้นแววตาของโจวเฉิงก็ยิ่งดูดุร้ายมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก
ความตั้งใจในการฆ่าฉู่โม่วนั้นมันยิ่งแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม
จู่ ๆ บางสิ่งบางอย่างเหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น
เขาสังเกตเห็นถึงฝุ่นดินที่อยู่ใกล้ขาของฉู่โม่วลอยตัวสูงขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ฝุ่นดินนับไม่ถ้วนกำลังก่อตัวเหมือนพายุทราย
ไม่เพียงแค่ฝุ่นดินเท่านั้น แม้แต่ชายเสื้อของเขายังเริ่มพลิ้วไหวทั้งที่ไม่มีลม ตามมาด้วยเสียงของห้วงอากาศที่มีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน
ไม่สิ มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้น
กระบี่ในมือของฉู่โม่วเริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด ๆ
กึก! กึก! กึก!
กระบี่เล่มนั้นสั่นสะเทือนจนเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
จากช้าจนกระทั่งเร็วเสียจนราวกับยากจะดูออก
“นี่มัน…”
ดวงตาของโจวเฉิงเริ่มมองเห็นความน่าสะพรึงอะไรบางอย่าง ในขณะที่จิตใจโดนความหวาดกลัวเข้ากัดกิน
บรรยากาศรอบตัวกำลังแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่กดทับ