เยี่ยพยุงไป๋หลี่พั่งพั่งเดิน กลิ่นเหล้าฉุนโชยมา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เอ่ยถามออกไป“พั่งพั่ง นายมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่า?”ไป๋หลี่พั่งพั่งสะอึกเหล้าทีหนึ่ง ส่ายหน้าพลางหัวเราะ “ไม่มี ผมจะมีเรื่องกลุ้มใจได้ยังไง?”“ไม่รู้สิ……แต่ฉันรู้สึกว่านี่ไม่เหมือนนายเลย”ไป๋หลี่พั่งพั่งชะงักฝีเท้าเล็กน้อย “งั้นเหรอ? แล้วนายคิดว่า ผมควรเป็นยังไงล่ะ?”หลินชีเยี่ยใคร่ครวญ “ไป๋หลี่พั่งพั่งที่ฉันรู้จัก ดูเป็นคนสบายๆ ไม่เคยคิดมาก บางครั้งก็ทำเรื่องโง่ๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละเอียดอ่อน ยิ่งในยามคับขัน ก็จะยิ่งยิ้มแย้ม คอยผ่อนคลายบรรยากาศ……”ไป๋หลี่พั่งพั่งกะพริบตา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม “ฟังดูเหมือนผมจริงๆ ด้วย”เขามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหนือศีรษะ ครู่หนึ่งผ่านไป ก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ชีเยี่ย……”“หืม?”“นายว่า การมีตัวตนของผมในโลกใบนี้ มันมีความหมายอะไรกันแน่?”หลินชีเยี่ยชะงักอยู่กับที่“ผมหมายถึง แม้โลกใบนี้จะไม่มีผมไป๋หลี่พั่งพั่ง มันก็คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก……ใช่ไหม?” ไป๋หลี่พั่งพั่งชี้ไปที่ดวงดาวบนท้องฟ้า “ก็เหมือนกับดวงดาวดวงเล็กๆ ที่อยู่ไกลโพ้นพวกนั้น ถึงวันหนึ่งมันจะดับไป ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ถ้าเป็นดวงจันทร์บนท้องฟ้าหายไป มันจะต้องเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่”หลินชีเยี่ยมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ถ้าพูดแบบนั้น ไม่ใช่แค่นายหรอกพวกเราทุกคนล้วนไม่มีความห