มีอยู่ของจี้เนี่ยนก็ยิ่งยืนยันจุดนี้ในขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังคิดฟุ้งซ่าน ประตูด้านหลังก็ถูกเปิดออก หัวที่พันผ้าพันแผลกลมป้อมโผล่ออกมาจากช่องประตู ส่งเสียงอู้อี้พูดอะไรบางอย่างกับหลินชีเยี่ย“เหนื่อยแย่เลยนะมู่มู่” หลินชีเยี่ยลูบหัวมัน แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องซือเสี่ยวหนานแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ใบหน้าซีดเซียวกลับมามีสีเลือดฝาดขึ้นบ้างแล้ว“ขอบคุณนะ” ซือเสี่ยวหนานพูดอย่างจริงใจ“เราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องขอบคุณหรอก” หลินชีเยี่ยโบกมือปัดๆ แล้วนั่งลงตรงข้ามเธอเมื่อได้ยินประโยคนั้น ซือเสี่ยวหนานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววซาบซึ้งและอ่อนโยนที่ไม่ได้เห็นมานาน เธอเสยผมที่ข้างแก้มไปด้านหลัง แล้วเอ่ยปากอย่างจริงจัง“ฉันรู้ว่านายมีหลายเรื่องที่อยากถามฉัน……นายถามมาเถอะ”“งั้นก็ เริ่มจากตอนต้นเลยแล้วกัน” หลินชีเยี่ยมองตาของซือเสี่ยวหนาน “เริ่มจากชางหนานเลย”ซือเสี่ยวหนานเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาทั้งคู่จ้องมองแสงแดดสดใสนอกหน้าต่าง แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก“ตั้งแต่ตอนฉันอายุสิบขวบ ฉันก็ถูกโลกิเลือกให้เป็นตัวแทนของเขาแล้ว……” เสียงของซือเสี่ยวหนานดังก้องในห้องอย่างไม่เร่งรีบ เล่าเรื่องราวในอดีตอย่างสงบ ต้นไม้ใหญ่นอกหน้าต่างโอนเอนตามสายลม แสงที่ลอดผ่านใบไม้ตกกระทบดวงตาของเธอ ส่องประกายระยิบระยับเรื่องราวที่เธอเล่าใกล้เคียงกับที่หลินชีเยี่ยคาดเดาไว้ ซือเสี่ยวหนานได้เป็นตัวแทนของโลกิก่อน