ซูเจ๋อยืนนิ่งอยู่กับที่ดูเหมือนว่าเคอจ่างหลินจะรู้ตัวว่าการตบโต๊ะของเขานั้นแรงเกินไป เขาจึงกระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วใช้มือลูบโต๊ะโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดต่อว่า“ขอโทษด้วย ฉันตื่นเต้นไปหน่อย……ที่จริงแล้วสองสามวันนี้ฉันฝันร้ายบ่อย ฝันว่ามีอะไรบางอย่างวิ่งออกมาจากหมอก ฉันเลยค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้……งั้นฉันไปเปลี่ยนเวรก่อน พวกเธอรีบกินขนมปังนี้ตอนที่ยังร้อนอยู่นะ เดี๋ยวมันจะเย็นชืด”เคอจ่างหลินลุกขึ้นจากที่นั่ง โบกมือให้พี่น้องแซ่ซู แล้วรัดเสื้อคลุมทหารให้แน่น ก่อนจะเดินออกไปปะทะลมหนาวเย็นยะเยือกด้านนอกเกล็ดหิมะร่วงหล่นผ่านช่องว่างของม่านประตูพลาสติก ซูเจ๋อมองขนมปังอบบนโต๊ะแล้วจมอยู่ในความเงียบ“เป็นอะไรไป?” ซูหยวนเห็นซูเจ๋อนิ่งไป จึงถามขึ้น“เปล่า… ไม่มีอะไร” ซูเจ๋อได้สติกลับมา ส่ายหัวแล้วยื่นมือหยิบขนมปังอบบนโต๊ะขึ้นมาแล้วยัดเข้าปากอย่างแรง“รสชาติเป็นยังไงบ้าง?”“หอมมาก” ซูเจ๋อเคี้ยวขนมปังอบในปาก ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงจมอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า“แค่ด้อยกว่าขนมปังที่แม่ทำเมื่อก่อนนิดหน่อย”……ร่างของหลินชีเยี่ยค่อยๆ ร่อนลงมาบนยอดเขาเมื่อเห็นหลินชีเยี่ยกลับมา นาจาที่กำลังเบื่อหน่ายก็มีดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาวิ่งไปหน้าหลินชีเยี่ย ถามอย่างร้อนรน“เมื่อครู่ข้าเห็นพระนางลงมือเอง เกิดอะไรขึ้นหรือ?”หยางเจี่ยนที่อยู่ข้างๆ ก็ลืมตาขึ้นมองไปที่หลินชีเยี่ยหลินชีเยี่ยยิ้มอย่างจนใจ