หลินชีเยี่ยได้ยินประโยคนี้ก็ขมวดคิ้วแน่นเขาส่ายหัว ไม่พูดอะไรอีกที่เชิงหน้าผาชัน หลูเป่าโย่วตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ใช้มือเปล่าจับโขดหินที่ยื่นออกมาตรงส่วนล่างสุด ฝืนลากร่างกายที่อ่อนล้าขึ้นไป ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามผนังที่เกือบจะตั้งฉากลมกรรโชกหวิวหวีดข้างหู เขากัดฟันแน่น ราวกับเป็นเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่นานนัก ร่างที่สองก็เดินออกมาจากพายุหิมะ หยุดอยู่ที่ฐานของหน้าผาฟางโม่สวมชุดกันหนาว เก็บถุงขนมปังอัดแท่งที่กินหมดแล้วใส่กลับเข้ากระเป๋า สายตาจ้องมองหน้าผาสูงตระหง่านเบื้องหน้า ก่อนจะจมอยู่ในภวังค์เขามองเห็นเงาดำกำลังเคลื่อนไหวขึ้นไปที่ตำแหน่งประมาณหนึ่งในสิบของหน้าผาไปถึงตรงนั้นแล้วเหรอ……ดวงตาของฟางโม่เผยความลังเล หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ เขาไม่ได้ปีนหน้าผาสูงชันทันที แต่นั่งลงที่เดิมและเริ่มหลับตาพักผ่อนจิตใจเวลาผ่านไปทีละน้อย จนกระทั่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเคลื่อนมาอยู่เหนือศีรษะ ฟางโม่จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นเขายื่นมือออกไป จับส่วนที่ยื่นออกมาของหน้าผา แล้วปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวตอนนี้ หลูเป่าโย่วปีนขึ้นไปถึงครึ่งทางของหน้าผาแล้ว ทิ้งเขาไว้ข้างหลังไกลลิบฟางโม่เพิ่งเริ่มปีนได้ไม่นาน ซูหยวนกับติงฉงเฟิง รวมถึงทหารใหม่คนอื่นๆ ที่มีพละกำลังแข็งแรงก็ทยอยข้ามทะเลสาบน้ำแข็งมาถึงเชิงหน้าผาสูงชันนี้“สูงขนาดนี้เลยเหรอ?” ติงฉงเฟิงเง