จ แล้วก้าวลงจากราวระเบียงซุนหงอคงดูเหมือนจะรู้สึกถึงสายตาของกิลกาเมช เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย ชำเลืองมองอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินต่อไปยังห้องผู้ป่วยของตนราวกับไม่มีใครอยู่ที่นั่น“หยุด” กิลกาเมชเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “เจ้าเห็นข้าแล้วทำไมไม่คุกเข่า?”ซุนหงอคงที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าห้องผู้ป่วยชะงักกึกเขาค่อยๆ ถอนเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าห้องกลับมา หันหน้ามา หรี่ตามองกิลกาเมชผู้สวมเสื้อคลุมสีเทา“เจ้า… สั่งให้ผู้ใดคุกเข่า?” เสียงอันเยือกเย็นของซุนหงอคงก้องกังวานในอากาศหลินชีเยี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจ‘ว่าแล้ว…’“เจ้า” กิลกาเมชพูดซ้ำอีกครั้งซุนหงอคงมองเขาอย่างเงียบๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่จีวรที่คลุมร่างของเขาเริ่มสะบัดพลิ้วอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเห็นภาพนี้ หลินชีเยี่ยก็ครุ่นคิดเมื่อนึกถึงประสบการณ์ครั้งก่อนในห้องผู้ป่วยหมายเลข 4 หลินชีเยี่ยคาดเดาว่าจีวรที่ซุนหงอคงสวมใส่น่าจะเป็นเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายใช้สยบตัวตนของเขา จีวรผืนนี้ผนึกความชั่วร้ายของเขาไว้ พร้อมทั้งยับยั้งความผันผวนทางอารมณ์ และทุกครั้งที่จีวรมีปฏิกิริยา นั่นหมายความว่าอารมณ์ของซุนหงอคงเริ่มปั่นป่วน…เขาโกรธแล้ว“เจ้าเป็นอะไร? คู่ควรให้ข้าคุกเข่าด้วยหรือ?” ซุนหงอคงเอ่ยปากด้วยความเกรี้ยวกราด “นอกจากอาจารย์ ข้าไม่ยอมคุกเข่าให้ผู้ใดทั้งนั้น……”“ข้าเป็นอะไรน่ะหรือ?” กิลกาเมชเอ่ยเสีนงเรียบ “ช่างน่าขัน เมื่อไหร่กันที่ลิงหลอกเ