คนทั้งห้ามองหน้ากันอย่างงุนงง พวกเขาไม่ได้ไปรบกวนโจวผิง แต่เริ่มเตรียมอาหารกลางวันอย่างเงียบงันเมื่ออาหารทุกอย่างถูกจัดวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว โจวผิงก็วางหนังสือในมือลง แล้วนั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ที่ประตูคนเดียว“เอ่อ……ท่านปรมาจารย์กระบี่ ถึงเวลาทานอาหารแล้วครับ” หลินชีเยี่ยเดินไปข้างๆ แล้วพูดแผ่วเบาโจวผิงได้สติกลับมา เห็นทุกคนรอบโต๊ะกำลังมองอยู่ เขายกมือขึ้นลูบหน้า ยังมีรอยน้ำตาเหลืออยู่เล็กน้อย มุมปากกระตุกจนแทบไม่สังเกตเห็น……เขา……ร้องไห้ขณะอ่านหนังสือต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้เลยหรือ?โจวผิงยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับหยุดคิดไปชั่วขณะ“เอ่อ……ท่านปรมาจารย์กระบี่ครับ?” หลินชีเยี่ยเห็นอีกฝ่ายเหม่อลอย จึงเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง“พวก… พวกนายกินก่อนเถอะ” โจวผิงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “ฉันมีธุระนิดหน่อย!”ร่างของเขาพลันหายวับไปจากที่เดิมหลินชีเยี่ยยืนงงอยู่กับที่ ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน“ชีเยี่ย ท่านปรมาจารย์กระบี่ไปไหนน่ะ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะถามอย่างสงสัย“ไม่รู้สิ เขาบอกว่ามีธุระนิดหน่อย”“ตอนนี้จะมีธุระอะไรได้……ไม่ใช่ว่ามีสิ่งลี้ลับขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นแถวนี้หรอกนะ?” เฉาเยวียนพูดอย่างกังวล“ชีเยี่ย ลองใช้พลังจิตตรวจสอบดูหน่อยสิ?”หลินชีเยี่ยชะงัก “แบบนั้นไม่ค่อยดีนะ……อีกฝ่ายเป็นถึงยอดมนุษย์ ทำแบบนั้นมันไม่ค่อยสุภาพ”“แค่ครั้งเดียวเอง!” ไป๋หลี่พั่งพั่งพูดอย่างคาดหวัง “ปรมาจารย์กระบี่ทำตัวลึกลับ