ไหมครับว่าจานที่มีลวดลายแกะสลักพวกนั้นหายไปไหน? พวกนี้ดูเหมือนไม่ใช่จานของเรา”โจวผิงเอียงคอด้วยความสงสัย “จานที่มีลวดลายแกะสลักอะไรกัน? พวกนั้นไม่ใช่จานที่สกปรกหรอกเหรอ?”หลินชีเยี่ยนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จึงลองถามดู “อืม……ท่านปรมาจารย์กระบี่ เมื่อคืนคุณเอาจานที่มีลวดลาย……เอ่อ ไม่ใช่ จานที่สกปรกมาล้างจนขาวใช่ไหมครับ?”“ใช่” โจวผิงพยักหน้า “พวกคราบสกปรกนั่นล้างยากมาก ถ้าไม่ใช้พลังกระบี่ค่อยๆ ขูดออก ก็ล้างไม่สะอาดหรอก”หลินชีเยี่ย “……”“มีปัญหาอะไรรึเปล่า?”“มะ ไม่มีครับ……ท่านปรมาจารย์กระบี่ คุณออกไปพักผ่อนเถอะครับ ที่นี่ให้ผมจัดการเอง” หลินชีเยี่ยพูดพลางกระตุกมุมปากเล็กน้อยโจวผิงตอบ “อืม” คำหนึ่ง แล้วหมุนตัวเดินออกจากครัว ตอนออกไปยังหันมาปิดประตูให้ด้วยเขายืนอยู่หน้าประตู ก้มมองปลายเท้าตัวเองหนึ่งวินาที… สองวินาที… สามวินาที…ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วกอดเข่า ตัวงอเป็นก้อนกลม“น่าอายจัง……อยากกลับบ้าน……”…ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งหกคนนั่งล้อมรอบโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่ง ก้มหน้าก้มตากินข้าวกันอย่างเงียบงันฝีมือการทำอาหารของหลินชีเยี่ยก็ไม่เลวทีเดียว ด้วยความที่ยากจนมาตั้งแต่เด็ก เวลาคุณป้าไม่อยู่บ้านก็ต้องทำอาหารกินเอง หกคนช่วยกันทำอาหารเจ็ดอย่างกับซุปหนึ่งถ้วย ดูแล้วก็ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ทีเดียวโจวผิงคีบไข่เจียวมะเขือเทศเข้าปาก ชิมดูแล้วพูดว่า “ไม่อร่อยเท่าไข่เจียวมะเขือเทศที่อาสามของฉันทำหรอก”หล