“……ดังนั้น ทำไมพวกเราถึงต้องเดินไปทางนี้กันแน่?”หลังจากเดินมาได้สักพัก เฉาเยวียนอดไม่ไหวจึงถามขึ้น “ทำไมเราไม่นั่งรถของพวกเขา แล้วออกจากหมอกนี้ไปเลยล่ะ?”ไป๋หลี่พั่งพั่งทำเสียงจิ๊ปาก “นายไม่เข้าใจอะไรเลย นี่เรียกว่าความรู้สึกลึกลับ! ถ้าเราขึ้นรถไปกับพวกเขาแบบนั้นแล้วจะทิ้งเงาหลังอย่างไร? จะทำท่าเท่ๆ ได้ยังไง?”“……” เฉาเยวียนหันไปมองหลินชีเยี่ย “ชีเยี่ย นายก็คิดแบบนี้เหรอ?”หลินชีเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ฉันรู้แค่ว่า หน่วยรบพิเศษอื่นๆ หลังจากทำภารกิจเสร็จ จะไม่นั่งรถของทีมกู้ภัยออกจากที่เกิดเหตุ……”“พูดแบบนี้ ดูเหมือนระดับจะต่ำไปหน่อยจริงๆ” เฉาเยวียนถอนหายใจ“การปรากฏตัวของพวกเราก็ไม่ได้น่าประทับใจอะไรอยู่แล้ว ตอนจากไปอย่างน้อยก็ต้องดูเท่หน่อยสิ” ไป๋หลี่พั่งพั่งยักไหล่ “ถ้าเป็นแบบหน่วยร่างทรงที่นั่งเสาพุ่งออกไปเลย นั่นแหละถึงจะเรียกว่าน่าประทับใจ!”เจียหลานฟังการสนทนาของทั้งสามคนอย่างเงียบงัน ยิ้มโดยไม่พูดอะไรหลินชีเยี่ยสังเกตเห็นเธอ ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินตรงไปข้างๆ ก้มมองคันธนูไม้ที่หักในมือเธอ แล้วขมวดคิ้ว“พอกลับไปแล้ว ฉันจะช่วยขอกับผู้บังคับบัญชาให้ใช้วัสดุของดาบตรงทำคันธนูใหม่ให้เธอนะ” หลินชีเยี่ยพูดเจียหลานมองคันธนูในมือครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววอาลัย“คันธนูนี้สำคัญมากเหรอ?” หลินชีเยี่ยถามอย่างสงสัยเจียหลานพยักหน้าเด็กหนุ่มคิดชั่วครู่ “งั้นส่งคันธนูนี้ไป ให้พวกเขาซ่อมแล้วส่งกลับมาให้เธอก