ั่งพั่งที่สวมหน้ากากตือโป๊ยก่ายกำชับทีมกู้ภัยรอบข้าง ขณะค่อยๆ วางมอลลี่ลงบนรถพยาบาล สายตาจับจ้องที่หญิงสาวที่หมดสติตลอดเวลา ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงหลินชีเยี่ยเดินมาข้างๆ เขา ตบไหล่เบาๆ “ถึงเวลาต้องไปแล้ว”ไป๋หลี่พั่งพั่งค่อยๆ ละสายตาออกอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วเดินตามหลังหลินชีเยี่ยไป ก้มหน้าลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก“ไม่ต้องกังวล เธอจะไม่เป็นอะไร” หลินชีเยี่ยเอ่ยปลอบใจ “พวกเราจะอยู่ที่กูซูสักระยะ รอให้เธอตื่นขึ้นมา นายก็สามารถถอดหน้ากากไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลได้”“จริงเหรอ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งฮึกเหิมขึ้นมาทันที “งั้นก็ดีเหมือนกัน……ชีเยี่ย นายว่าตอนผมไปขอเครื่องรางที่วัด ควรขอให้มอลลี่ด้วยไหม?”“ขอเครื่องรางอะไร?” หลินชีเยี่ยเอ่ยถามอย่างงุนงง“ก็ที่เหล่าเฉาบอกผมน่ะ……”ไป๋หลี่พั่งพั่งเล่าคำแนะนำของเฉาเยวียนออกมาอย่างละเอียด ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น เจี่ยงหานก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา“เอ่อ……” เจี่ยงหานอดถามไม่ได้ “ขอถามหน่อยค่ะ พวกคุณเป็นหน่วยฟีนิกส์หรือหน่วยเร้นลับ?”เจี่ยงหานเป็นหน่วยพิทักษ์ราตรีมาหลายปีแล้ว เธอก็รู้เรื่องเกี่ยวกับหน่วยรบพิเศษอยู่บ้าง แต่หน่วยที่อยู่ตรงหน้านี้ดูแล้วไม่เหมือนกับหน่วยรบพิเศษอื่นๆ เลย แม้จะสวมหน้ากากเหมือนหน่วยเร้นลับ แต่รูปแบบหน้ากากก็แตกต่างกันมาก อีกทั้งจำนวนคนก็ไม่ตรงกัน…เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลินชีเยี่ยและไป๋หลี่พั่งพั่งสบตากัน ในดวงตาทั้งคู